Music is Life!!

Sunday, August 13, 2006

เทศกาลหนัง 3

หนังเรื่องต่อมาที่ผมได้ดู คือ "คนระลึกชาติ" และ "ซาไกยูไนเต็ด"

ที่ผมเอาสองเรื่องนี้มาพูดรวมกัน ก็เพราะแต่ละเรื่องผมไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร เลยไม่รู้จะพูดอะไรเกี่ยวกับหนังดี

เรื่องแรก "คนระลึกชาติ" จะดีก็ตรงมี อ้อม พิยดา มาเล่นเป็นนางเอกให้ (ผมชอบ)
จริงๆธีมของหนังดีมาก กล่าวคือ กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง ไม่ว่าในชาตินี้หรือชาติ ถ้าชาตินี้คุณพยายามที่ลบมัน อย่างไรซะ ชาติหน้าคุณก็ต้องเจออยู่ดี

ผมเห็นด้วยกับหนัง คือยอมทำให้เสร็จๆไปในชาตินี้เลยดีกว่า

สำหรับผมแล้ว น่าเสียดายมากที่หนังทำมาไม่ค่อยตรงใจผมเท่าไหรนัก ในเรื่องของการดำเนินเนื้อเรื่อง
ในหนังไม่ได้พูดให้กระจ่ายว่าชาติที่แล้วได้ทำอะไรไว้ จึงส่งผลร้ายในแบบต่างๆมาถึงในชาตินี้ มีก็เพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น

หนังเหมือนแค่ขายความมันส์ (แต่ผมไม่รู้สึกมันส์ตามเท่าไรนัก) ขายดารา ฉากแอกชั่น และเทคนิคที่ถ่ายทำยากๆ แต่นัยที่แท้จริงของเนื้อเรื่องไม่ทำให้ชัดเจดในเรื่อง คือไม่ได้ทำให้คนรู้สึกไม่อยากทำกรรมชั่วในชาตินี้ เพื่อจะได้ไม่เกิดเรื่องเลวร้ายในชาติต่อไป

ถึงแม้ว่าหนังเรื่อง "คนระลึกชาติ" จะลงทุนเยอะ แต่ผมคิดว่า "ซาไกยูไนเต็ด" ทำได้สนุกกว่า

หนังเรื่องนี้มี พงพัฒน์ วชิรบรรจง เป็นตัวเอกชูโรงอยู่คนเดียว เนื้อเรื่องของหนังไม่มีอะไรมาก เกี่ยวกับเด็กๆในเผ่าซาไกเตะบอลเก่ง พงพัฒน์ วชิระบรรจง ซึ่งเคยเป็นโค้ชฟุตบอลเก่ากำลังถังแตกพอดี (เสียเรื่องพนันบอล และล้มบอล) เลยอยากปั้นเด็กพวกนี้ไปแข่งชิงถ้วยพระราชทาน เพื่อชื่อเสียงและเงินทอง

จริงๆทางพวกเด็กซาไก ไม่ได้อยากจะไปแข่งขันระดับประเทศเท่าไหร แต่เนื่องด้วยที่เผ่าเกิดโรคระบาด และไม่มียารักษา หัวหน้าเผ่าซึ่งอ่านหนังสือไม่ออก จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยได้รับยาพระราชทานซึ่งคำว่า "พระราชทาน" บนซองยาตรงกับ ถ้วย"พระราชทาน" ของการแข่งขันฟุตบอล ก็ปักใจเชื่อว่าถ้าเด็กพวกนี้สามารถเอาถ้วยกลับมาได้ โรคร้ายในหมู่บ้านก็จะหายไป

การดำเนินเนื้อเรื่องออกแนวฮาซะมาก คือทำเหมือนพวกซาไกเป็นบ้านนอกเข้ากรุง ถึงแม้ว่าความจริงจะเป็นเช่นนั้น แต่สำหรับตัวผมคิดว่าเล่นกันแรงเกินไป เหมือนดูถูกพวกคนซาไกซะส่วนใหญ่

แม้ว่าหนังจะพยายามจะให้ตอนจบ ทำให้คนดูเห็นว่า คนเมืองหรือคนที่คิดว่าตัวเองมีความเป็นศิวิไลท์ ดูถูกเผ่าซาไกต่อไปไม่ได้อีกแล้ว แต่ตลอดทั้งเรื่องผมว่าเล่นรุนแรงไป เหมือนเอาชนเผ่าซาไกมาเป็นของเล่นของคนเมืองอย่างไงอย่างงั้น

เป็นที่แน่นอน ในการแข่งขันนัดสุดท้าย ซาไกต้องแข่งกับทีมที่เก่งกว่า โค๊ช (พงพัฒน์ วชิรบรรจง) ก็กลับกลายเป็นคนดีมาช่วยปรับแผนทีมทำให้ทีมซาไกสามารถเอาชนะในรอบชิงชนะเลิศนี้ได้

ตอนจบพวกทีมซาไก นำถ้วยพระราชทานกลับบ้านเหมือนอย่างที่ตั้งใจไว้ให้คนในหมู่บ้านหายจากโรคร้าย มีการสักการะถ้วยที่ได้มานั้นบนต้นไม้สูงแล้วก็นั่งเฝ้ารอปาฏิหาร์ แต่ก็รออยู่นาน ก็ยังไม่มีปาฏิหาร์ใดๆเกิดขึ้น คนในหมู่บ้านเริ่มไม่เชื่อในถ้วยพระราชทานต่างทยอยลุกหนี

แต่หนังก็คือหนังจริงๆ อยู่ดีๆแสงพระอาทิตย์ก็สาดส่องมาที่ถ้วย แสงที่ตกกระทบบนถ้วยไปถึงบรรดาหมอๆส่วนพระองค์ที่กำลังเดินป่าหาพวกซาไกซึ่งหลงทางมาแล้วหลายวัน พอดิบพอดี และแสงนี้เองนำทางพวกหมอไปสู่หมู่บ้านชนเผ่าซาไก

ดูเหมือนจะดี แต่สำหรับผมแล้ว คิดว่ามันไม่มีอยู่ในในความจริง และไม่มีอยู่จริง

เป็นเรื่องดีที่หนังทำให้คนรักในหลวงมากขึ้น แต่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

Sunday, July 30, 2006

แหยม ยโสธร (Movie Festival 2)

เรื่องที่สองที่ผมได้ดูคือ "แหยม ยโสธร" จริงๆเรื่องผมได้ดูตั้งแต่ต้นปีแล้วครับ ช่วงนี้กลับนำมาดูใหม่อีกครั้ง เพราะเป็นช่วงเทศกาลหนังของผม

ถ้ารวมครั้งที่ดูล่าสุดด้วยแล้ว ผมดูเรื่องนี้มาทั้งหมดสามครั้งแล้วครับ
ไม่ว่าจะดูกี่ทีก็ฮาเหมือนเดิม ด้วยความชอบหม่ำเล่นตลกด้วยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย
ยิ่งเรื่องนี้กำกับเอง เล่นเองด้วย ทำให้ "ฮา" ยิ่งกว่าปกติ

คงไม่ต้องบรรยายอะไรเกี่ยวกับหนังมาก เพราะหลายๆคนน่าจะรู้ดีถึง "ความสดของสี" ในหนังที่ตัดกันอย่างสุดๆ แบบว่าเสื้อเขียวปี๋ หรือแดงจ๋า กางเกงเหลืองอ๋อย (ซึ่งโคตรไม่เข้ากันอย่างแรง ขอบอก) ก็ยังไม่วาย ผมก็ยังฮาทั้งที่ตัวละครยังไม่ปล่อยมุขอะไรเลยด้วยซ้ำ

สิ่งที่ผมชอบของหนังเรื่องนี้ก็คือมันได้บรรยายกาศชาวบ้านมากๆ ทำให้ชวนคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนผม อุทัยธานี กลับไปสมัยตอนผมเด็กๆ ทุ่งนาสีเขียวขจี คนใช้ควายจริงๆไถนา ถนนลูกลัง รถทัวร์ไม่ติดแอร์สีแดงเก่าๆ ที่ผมเคยนั่งกับพ่อกลับ กทม. ช่วงปีใหม่สมัยผม ป.สี่ ป.ห้า (เพราะที่นั่งบนรถทัวร์ติดแอร์สีน้ำเงินขายหมดไปตั้งนานแล้ว) คนมานั่งรอเพื่อนๆญาติๆที่ท่ารถกลับจาก กทม. (ถ้าสมัยนี้ ก็จินตานาการถึงคนรอรับที่สนามบิน) งานวัด ชิงช้าสวรรค์ ชาวบ้านพูดภาษาท้องถิ่น ท่วงทำนองของเพลงลูกทุ่งที่เนื้อหาบรรยายถึงวิถีชาวบ้าน

และชอบมุขของหม่ำ ตั้งแต่มุขแรกสุดที่เจ้ย (เจ็นเน็ต เขียว) จับ "ปลาดุก" ของไอ้แหยม (หม่ำ) ต่อไปถึงมุขที่ไม้กางเขนพระเยซูหัก ม้าพระถำซำจั๋งป่วย ไปจนถึงมุขสุดท้าย ปูไต่ ที่มีลูกของแหยมกับเจ้ยที่มีไฝเหมือนเจ้ยทำท่าคางคงผสมพันธุ์

ผมสนใจบทเพลงของหนังเรื่องนี้ในระดับนึงทีเดียว ผมว่ามันทำดีกว่าเพลงไทยสมัยใหม่เสียอีก
จริงๆแล้ว เพลงลูกทุ่งร้องยากกว่าเพลงสมัยใหม่ ด้วยสำเนียงของภาค การขึ้นเสียงสูงต่ำ ลูกคอ อะไรแบบนี้ ทำให้เพลงมันมีเอกลักษณ์ความเป็นไทยมากกว่า และที่สำคัญ อย่างที่กล่าวไปแล้ว เพลงพวกนี้มีเนื้อหาที่แสดงออกถึงความวิถีชาวบ้านแบบไทยในต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น มันทำให้นึกถึงเทศกาลไทยต่างๆด้วย เช่น งานวัด ลอยกระทง สงการณ์ ในต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี

สำหรับผม หนังเรื่องนี้เป็นการผ่อนคลายแบบไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องการเหตุและผลใดๆทั้งสิ้น ฮามันไปกับมันก็พอ

ฮาครับ ฮาอย่างเดียว



Thursday, July 27, 2006

แค่เพื่อนค่ะพ่อ (Movie Festival 1)

ช่วงนี้ผมค่อนข้างว่าง พยายามหาอะไรทำไปเรื่อยๆ โชคดี เพื่อนข้างๆบ้านมีหนังเยอะ ผมเลยขอเค๊ายืมมาดู
ตอนนี้ก็เลยทำตัวเองกำลังอยู่ในช่วง Movie Festival ครับ โดยเน้นไปที่หนังไทย เพราะอยากเห็นหรือรับรู้สิ่งที่เป็นไทยๆหน่อย

เรื่องแรกที่ได้ดูชื่อเรื่องว่า "แค่เพื่อนค่ะพ่อ" ผมว่าหลายๆคนอาจจะไม่ได้ยินชื่อนี้ เพราะท่าทางคงไม่น่าจะอยู่ในโรงนาน เนื่องจากเป็นสินค้า OTOP คุณภาพของหนังมันก็เลยประมาณนั้น ขนาดเนื้อเรื่องย่อด้านหลังกล่องซีดียังไม่ตรงกับเนื้อหาที่ดูในเรื่องเลย

ธีมของเรื่องนี่ประมาณหนังเกาหลีเลย แต่มุขที่ใช้แต่ละอันนี่ไทยแท้ๆ (ขอบอก)

เนื้อเรื่องนี่ก็ประมาณว่าพระเอก (เด็กผู้ชาย ประมาณ ม. ปลาย หน้าตานี่เป็นที่ต้องการของสาวไทยเลย สูง ขาว ผอม หล่อ ตี๋ ตาตี่ คิ้วเข้ม: ที่มา หัวหน้าพรรคใครรักเรา) ย้ายโรงเรียนจาก กทม. ไปบ้านนอก เจอพวกเด็กเก๋าๆในโรงเรียนแกล้ง สุดท้ายก็ต่อยกันและกลายเป็นเพื่อนซี้กัน

ประเด็นคือพระเอกไปชอบ ญ ที่น่ารัก(มากๆ)ในโรงเรียน เธอเป็นลูกสาวกำนัน พ่อดุมาก (หนังไทยโคตรๆ) แต่ไม่กล้าจีบ จนเพื่อนๆต้องหาวิธีช่วยจีบให้

ออกแนวรักวัยแรกรุ่น ประมาณว่าแค่นางเอกมองมาก็ตะเกียบตก อะไรประมาณนั้น (เลียนโคตรๆ)

และมุขที่ใช้จีบแต่ละอันนี่เน่าได้ที่จริงๆ เช่น เพื่อนๆจัดการซื้อของกินให้พระเอกเอาไปให้นางเอก โดยที่พระเอกยังไม่รู้เลยว่า ข้างในมีอะไร พอนางเอกเปิดดูก็เป็นขนมจีบพร้อมไม้เสียบรูปหัวใจ เขินกันทั้งนางเอกและพระเอก

อีกมุขนึง เพื่อนๆพระเอกจัดการให้รถนางเอกที่นั่งกลับบ้านเสียกลางทาง (จินตนาการว่าอยู่ในป่า) และพระเอกเป็นอัศวินขี่ม้าขาว (ปั่นจักรายาน)ไปเจอพอดี แล้วรับ กลับไปส่งที่บ้านให้

เน่าได้ที่มาก แต่ต้องยอมรับอย่างนึงว่าฉากในเรื่องสวยมาก น่าเป็นเขาใหญ่นะ แต่ไม่ค่อยมีเสียงเพลงในหนังเท่าไหรเลย อย่างกับหนังเงียบ

ตอนจบ นางเอกเป็นเนื้องอกในสมอง พ่อนางเอกจากที่เคยกีดกันไม่ให้พระเอกเจอนางเอก ก็ต้องยอมเพื่อที่จะให้ลูกสาวตัวเองมีความสุขก่อนจะต้องสิ้นลมไป

ฉากก่อนตายนี่ก็โรแมนติกมาก พระเอกพานางเอกไปนั่งริมทะเลสาบ เพื่อนๆจัดแพที่เต็มไปด้วยเทียนสว่างไสว(สวยงามมาก) ลอยเต็มทะเลสาบ และก็บอกรักนางเอก แต่ตอนที่พระเอกบอกรัก นางเอกก็เป็นลมหน้ามืดไปแล้ว ก็ต้องไปบอกกันอีกทีที่โรงพยาบาล พร้อมกับหมดลมหายใจ

พระเอกในเรื่องนี้เล่นง่ายมาก คงจะ casting แค่หน้าตาจริงๆ เพราะทั้งเรื่องนี่ตีหน้าเศร้าคิดถึงนางเอกอย่างเดียว และก็ดีใจตอนที่ได้อยู่กับนางเอก (แค่นั้นจริงๆ) ที่เหลือเพื่อนๆจักการให้หมด (ดีจริงๆ)

ดูเหมือนจะเป็นหนังเศร้า แต่ผมนั่งหัวเราะตลอกทั้งเรื่อง เพราะมุขไท๋ไทยๆของหนัง และความรู้สึกที่ว่าพระเอกไม่ต้องทำอะไรเลย เพื่อนๆช่วยหมด ประมาณว่าถ้าเพื่อนๆจีบแทนคงได้เป็นแฟนเหมือนกัน

ก็ไม่วายมีเพื่อนข้างๆบ้านผมนั่งดูไปร้องไห้ไป เล่นเอาคนไทยแถวนี้งงตามๆกันไปเลย เพราะออกจะฮา

หนังเรื่องนี้หาซื้อได้ที่ 7-11 (เมืองไทย) ทุกสาขา ใครอยากดูอะไรเน่าๆ ก็ไปหาซื้อมาดูกันได้ แต่ใจจริงแนะนำว่า ไปหาเช่ามาดูดีกว่า เพราะดูครั้งเดียวก็คงเบื่อแน่นอน แต่ถ้าจะซื้อก็ดีครับ อุดหนุนสินค้า OTOP กันหน่อย

แต่มีอย่างนึงที่ผมได้จากหนัง ก็คือ ดูแล้วคิดถึงเมืองไทยครับ อยากกลับบ้านจัง



Tuesday, May 16, 2006

"If I were not ..., I probably would be ..."

“If I were not a physicist, I would probably be a musician. I often think in music. I live my daydreams in music. I see my life in terms of music. ... I get most joy in life out of music.” - Albert Einstein

So would I, Dr.

ผมได้ลองรวบรวมเพลงในแบบฉบับของผมที่คิดว่าคนทั่วไปน่าจะเคยได้ยินกันแล้วชอบ

ผมตั้งชือให้ว่า Romanze Vol.1 เพราะเพลงที่ผมเลือกออกจะโรแมนติกซะเกือบหมด ผมกะเวลาให้ไม่เกิน 80 นาที ฉะนั้นสามารถอัดไว้ฟังเป็นซีดีได้นะครับ

การเรียงลำดับเพลงของผม ใจนึงก็อยากจะจินตนาการเหมือนกันการกินอาหารหรูหราของคนฝรั่ง ที่ต้องมีอุปกรณ์มากมาย ช้อนซ่อมเป็นสิบคัน แก้วหลายๆใบ เสริฟเป็นจานใหญ่ๆหลายๆชุด และต้องแต่งตัวดูดีๆหน่อย ไม่งั้นเดี๋ยวบ๋อยจะเหยียดเอา

แต่พอมาคิดดูแล้ว ผมลงความเห็นกับตัวเองว่า ให้จินตนาการเหมือนกำลังกิน"โต๊ะจีน"แบบบ้านเราดีกว่า อุปกรณ์การกินมีแค่ตะเกียบหนึ่งคู่ ช้อนเล็กๆหนึ่งคัน แก้วน้ำหนึ่งใบ กระดาษทิชชู่ผืนเล็กๆสีชมพู และที่สำคัญ แต่งตัวสบายๆ
ซึ่งก็เทียบเหมือนกับเพลงที่ผมกำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ ที่ไม่ต้องมีอุปกรณ์เยอะแยะเหมือนอาหารฝรั่ง แต่ก็รับฟังได้มีความสุข(อิ่ม)ได้เช่นกัน

เมนูของผม เริ่มเสริฟด้วย

1. Moonlight Sonata ของ Beethoven ออเดริฟเริ่มด้วยเพลงเดี่ยวเปียโน เป็นท่อนแรกจากทั้งหมดสามท่อน ที่ฟังไม่กระแทกกระทั้นมาก เพลงนี้เศร้ามากๆ ในความคิดผม เบโธ่เฟ่นไม่ได้ตั้งชื่อเพลงนี้ว่า Moonlight แต่นักฟังสักคนในสมัยก่อนฟังแล้ว ก็เปรียมว่าเหมือนกับ อยู่เงียบๆใต้แสงจันทร์ เพลงนี้ค่อนข้างจะคุ้นหูหลายๆคน เพราะใช้โน๊ตสามตัวหลักเล่นซ้ำไปมา

2. Romance from The Gadfly ของ Shostakovich สำหรับเพลงนี้เริ่ม อาหารเริ่มหนักมาหน่อย เพลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของ The Gadfly Suite ที่มีเรื่องราวมาจากนวนิยาย The Gadfly ของ Ethel Lilian Voynich และช็อคตาโควิชนำมาแต่งเป็นเพลงสำหรับหนัง

3. Emperor Concerto ของ Beethoven เป็นเพลงเดี่ยวเปียโนกับวงใหญ่ เพลงนี้จริงๆแล้วดังทั้งสามท่อน แต่ที่นำมาให้ฟังเป็นท่อนสอง(ท่อนช้า) ที่โรแมนติกมากๆ ครั้นเมื่อผมฟังครั้งแรกจบ ผมต้องวิ่งกดให้ซีดีมันกลับไปเล่นใหม่อีกครั้ง เพราะรู้สึกว่ามันโดนเหลือเกิน ฟังแล้วก็น่าจะมีความสุขกันนะครับ

4. Violin Concerto No. 3 ของ Mozart เป็นเพลงเดี่ยวไวโอลินกับวงใหญ่ ที่นำมาให้ฟังเป็นท่อนสอง(ท่อนช้า) ก็ลองฟังกันดูว่าเพลงของโมสาร์ตเพลงนี้ หวานขนาดไหน

5. Pathetique Sonata ของ Beethoven หลังจากได้กินอาหารหนักๆกันมาแล้วสามจานติด ก็มาพักกินอาหารจานเล็กๆบ้าง Pathetique แปลแบบชาวบ้านๆ ก็แปลว่า มีความรู้สึก ในที่นี้น่าจะเป็นความรักและความเศร้า เพลงนี้เค๊าว่ากันว่าเป็นเพลงโรแมนติกเพลงแรกของเบโธ่เฟ่น ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ก็ลองฟังกันดูว่ามันโรแมนติกจริงหรือเปล่าครับ

6. Meditation "Thais" ของ Massenet (ชื่อเพลงอ่านว่า "ทา-อิส")เพลงนี้เป็นการเดี่ยวไวโอลินกับวงใหญ่ เป็นท่อนๆนึงของโอเปร่าเรื่องทาอิส ผมว่าเพลงนี้ค่อนข้างจะเค้นอารมณ์ทีเดียว

7. Clarinet Concerto ของ Mozart เป็นเพลงเดี่ยวคาลิเน็ตกับวงใหญ่ ที่นำมาให้ฟังเป็นท่อนสอง(ท่อนช้า) คาลิเน็ตได้ถูกคิดค้นขึ้นในช่วงปั้นปลายชีวิตของโมสาร์ต ตัวโมสาร์ตเองชอบเสียงคาลิเน็ตมากๆ เพราะให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและลุ่มลึก โมสาร์ตแต่งเพลงนี้สามเดือนก่อนเสียชีวิต ผมรู้สึกว่าเพลงนี้ทำให้ผมมองโมสาร์ตใหม่ว่า จริงๆแล้วโมสาร์ตก็น่าจะเป็นคนโรแมนติกเหมือนกันครับ

8. Claire de Lune ของ Debussy ผ่านอาหารจานใหญ่กันไปอีกสองเพลง ผมเลยอยากให้ได้พักสักหน่อยกับเพลงนี้ ก่อนที่จะกินอาหารจานเด็ด เพลงนี้เป็นเพลงเดี่ยวเปียโนท่อนนึงจาก Suite bergamasque สำหรับผมเองรู้สึกว่าเพลงนี้ค่อยข้างจะล่องลอย ฟังแล้วก็อ้างว้างดีครับ

9. Piano Concerto No.1 ของ Chopin ผมถือว่าเพลงนี้เป็นอาหารจานเด็ดของโต๊ะจีนนี้เลยครับ ถ้าพูดถึงเปียโน ก็ต้องเจ้าพ่อเปียโนอย่างโชแปง เพลงนี้เป็นเพลงเดี่ยวเปียโนกับวงใหญ่ ที่นำมาให้ฟังเป็นท่อนสอง(ท่อนช้า) เพลงนี้ใจจริงของโชแปงคิดกะจะเก็บไว้เล่นเองในหมู่ครอบครัวหรือเพื่อนสนิทเท่านั้น จุดนี้สามารถที่จะตีความได้ว่า การแต่งเพลงนี้ของโชแปงไม่ได้เอาใจผู้ฟังโดยทั่วไป แต่น่าจะแต่งตามที่อยากจะแต่งมากกว่า ฉะนั้นเพลงนี้ก็ควรที่จะแสดงถึงความรู้สึกของโชแปงได้ดีทีเดียว สำหรับผมแล้วมันเป็นเพลงที่โรแมนติกมากๆ ที่มีครบทุกรสชาติเลยครับ ทั้งดีใจ เสียใจ เศร้าใจ โกรธ แค้น งง เงียบอยู่คนเดียว ยินดี ฯลฯ และความรู้สึกที่เหมือนกับว่าเราเข้าใจอะไรๆหลายๆอย่างได้ดีครับ

10. Nocturne No.2 Op. 9 in E-flat ของ Chopin จานนี้เป็นของของหวานตบท้ายครับ จะได้แก้เลี่ยนพวกของคาวทั้งหลายได้บ้าง ผมเองพยายามหาชื่อที่เรียกง่ายๆของเพลงนี้เหมือนกันครับ แต่ก็ยังหาไม่ได้ครับ Nocturne แปลว่า เพลงกลางคืน จริงๆโชแปงแต่ง Nocturne ไว้หลายชิ้น แต่บางชิ้นนี่ค่อนข้างจะแปลกๆ คือไม่เหมือนอยากจะให้เราหลับเท่าไหรเลย แต่งชิ้นที่เลือกมานี้ฟังไม่ยากครับและ Nocturne สมชื่อด้วย ถ้าจะให้ดีก็น่าจะไว้ฟังก่อนนอน จะได้นอนหลับคิดถึง"คนๆนั้น"ให้มีความสุขตลอดคืนครับ

ลองชิมดูละกันครับ ว่า โต๊ะจีนของผมอร่อยมั้ย

Thursday, May 11, 2006

วันว่างเมื่อใกล้สอบ

วันก่อนด้วยความเบื่ออ่านหนังสือมากๆ (ทั้งๆที่ก็ใกล้สอบ) จึงเข้าไปแก้เบื่อในโลกเสมือน เล่นไปเล่นมาสักพัก ทำให้รู้ว่า wikipedia เป็นเว็บที่ดีมากๆ ให้ความรู้แบบไม่มีวันหมดจริงๆ ลิงค์ไปได้เรื่อยๆ

แต่สุดท้ายผมไปเสียเวลากับ hi5 ซะมาก ด้วยการเข้าไปเติมข้อมลูของตัวผมเอง โดยเฉพาะหน้า "Interest" ที่ถามหลายๆอย่างเกี่ยวกับดนตรี เลยเสียเวลาตอบไปซะนานทีเดียว

เลยเอามาให้ดูขำๆกันนะครับ

About Me
Economics is difficult.
UK is cold.
English food is suck!!
...
but Thai girls are prettier na.

Who I'd Like To Meet
"The one", so ... where are you?!?!?

Interests
Music without word that can speak right to your heart!!

By the way, the 2nd movement of Beethoven Piano Sonata No.32 is where Jazz was first invented; thus, Jazz lovers check it out!!! คลิกเพื่อลองฟัง (ส่วนของแจ๊สเริ่มนาทีที่ 6.25)

as well as, painting and antique.

Favorite Music Genres
Classical

All Time Favorite Artists/Bands
Leonard Bernstein/his bands
Mariss Janson/his bands
Artur Rubinstein/his Steinway
Kyung Wha Chung/her Strad
Yo-Yo Ma/his Davidoff

and much more...

Favorite Song
Currently the 2nd movement from Spring" Sonata. คลิกเพื่อลองฟัง

But all time Favorite is the only Violin Concerto from Beethoven; where Einstein realised "there is a God in heaven".

Favorite Album
The Rachmaninov Orchestral works/Mariss Janson
The Mahler Symphonies/Leonard Bernstein

Favorite Music Video
The Triple Concerto from Barenboim, Perlman and Ma with Berlin in 1995

Current Favorite Artists/Bands
Sir Neville Marriner/Academy of St. Martin in the Fields
Sir Simon Rattle/Berlin Phil.

Favorite Movies
Meet Joe Black
"If you haven't try, you haven't live." - William Parrish

Favorite TV Shows
The Simpsons
"D'oh !!!" - Homer Simpson

Favorite Books
Tuesday with Morrie
"Death ends life, not relationship." - Morrie Schwartz

Favorite Quote
"Music is something transporting me to another sphere; where my soul actually resides." - me

Thursday, February 02, 2006

ถึงเวลา (It's time)

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมคิดอยู่นานว่าจะเอาเรื่องอันนี้ (ผมเขียนไว้ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย. ปีที่แล้ว) ไว้ใน blog ของผมดีหรือเปล่า หลังจากคิดไปคิดมาอยู่นาน รวมทั้งถามความเห็นจากเพื่อนๆด้วย ผมจึงตัดสินใจด้วยเหตุผลทั้งมวล ว่า มันเป็นเรื่องไม่เกี่ยวกับดนตรี (ซึ่งด้วยความตั้งใจเดิมตั้งเดิมของผม ที่จะให้มีเฉพาะเรื่องของดนตรีเท่านั้น) และคงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะตัวผมเองไม่มีความรู้ด้านการบ้านการเมือง คนผู้อ่านคงไม่สนใจ และคงจะมีข้อถกเถียงกันอย่างมากมายตามมาแน่นอน

แต่พอผมได้เห็นข่าวคราวของบ้านเมืองที่ลุกเป็นไฟร้อนขึ้นทุกวัน ผมเลยทบทวนจุดยืนของตัวเอง ต่อเรื่องบ้านเมืองที่เกิดขึ้น ก็เลยกลับมาอ่านเรื่องที่ผมเขียนอันนี้ ผมจึงคิดได้ว่า มันก็คงไม่เสียหายอะไร ต่อการที่ประชาชนคนหนึ่งจะแสดงความเห็นของตนต่อประเทศของตนที่ปกครองด้วยระบบประชาธิปไตย

ลองอ่านดูหละกันครับ

----------------------------------------------

จากคอมเม็นต์ของคุณ POL_US นั้นทำให้ผมเองได้กลับมาคิด และพิจารณาตัวเองว่า จริงๆแล้วทำไมผมถึงได้ชื่นชมคุณ สนธิ และเกลียด "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" เข้าไส้ขนาดนั้น (ขอเรียนแบบ Harry Potter หน่อย)

อันดับแรกเลย ทำให้ผมคิดว่า "ผมกำลังตามกระแสอยู่หรือเปล่า?"

ผม"สำนึก"ในคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่เรื่องนึง คือเรื่อง "กาลามาสูตร" ที่ตอนท้ายๆที่พระองค็ตรัสว่า "แม้แต่สิ่งที่พระองค์ตรัสไป ก็จงอย่าเชื่อ ให้พิจารณาเสียก่อน แล้วจึงตัดสินใจ" ผมขอยอมรับว่าคำสอนนี้ของพระพุทธเจ้า ทำให้ผมนับถือศาสนาพุทธอย่างหมดใจ

ฉะนั้นพอมาคิดดูแล้ว ใช่ว่าผมจะเห็นด้วยกับคุณสนธิทั้งหมดซะที่ไหนหละ ก็มีหลายเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย และคิดว่าคุณสนธิพูดเกินไป เช่น

เรื่องที่คุณสนธิบอกว่าฝรั่งจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหรือเปล่านั้น เค๊าไม่ได้ดูที่รัฐบาลหรอก เค๊าดูที่เบื้องบน ซึ่งผมก็เห็นว่าไม่จริง เพราะการที่ฝรั่งจะมาลงทุนนั้น อยู่ที่การให้อันดับความน่าเชื่อถือจากต่างประเทศ สถานการณ์ทางการเมือง และปัจจัยทางเศรษฐกิจอีกหลายๆด้าน

อีกเรื่องก็คือเรื่องที่รถไฟฟ้าใต้ดิน ทำไมถึงราคา 15 บาทตลอดสายในช่วงนั้น ก็เพราะต้องการให้คนไปสวนสนุกของบุตรชาย"คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"ที่ตั้งอยู่ที่เมืองทองธานี ผมกลับคิดว่าคนอยากจะไปเที่ยวสวนสนุกนั้น ไม่ได้เกี่ยวกันเลยว่ารถไฟจะราคาเท่าไหร

แต่ก็มีหลายๆเรื่องที่ผมเห็นด้วยกับคุณสนธิ เช่น

ถ้า "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" นั้นใจกว้างจริงๆแล้วหละก็ ท่านย่อมไม่ฟ้อง 500 ล้านบาท 2 ครั้งเป็นแน่ เพราะนี่มันคือการ”ปิดปาก”มากกว่า

ถ้า "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" นั้นใจกว้างจริงๆแล้วหละก็ ทำไมไม่ยอมให้ฝ่ายค้านสามารถตรวจสอบตัวท่านเองได้หละ เพราะถ้าสะอาดจริงจะกลัวอะไรหละ ทั้งนี้ทั้งนั้นในทางกลับกันทำให้คนเห็นว่านายกคนนี้ใจกว้างและสะอาดหมดจดเสียอีก

และ ถ้า "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" นั้น "ไม่เลือกปฎิบัติ" ในการบิรหารประเทศ ก็คงจะไม่มีคำพูดแห่งปีที่ว่า จังหวัดไหนที่ไว้วางใจเลือก สส.ของพรรค"คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" ก็ต้องทำให้จังหวัดนั้นก่อน ผมเองกลับคิดว่า คำพูดแบบนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากปากของผู้ที่ต้องบริหารประเทศได้ เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัด

ลองดูกรณีของญี่ปุ่น นายกของเค๊าใจกว้างและเชื่อมั่นในประชาชนของเค๊าขนาดไหน กฎหมายที่ยื่นไปให้วุฒิสภาฯ ไม่ผ่าน นายกของเค๊าก็ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินเลย ยอมเลือกตั้งใหม่ ถ้าประชาชนเห็นด้วย เค๊าจะต้องได้รับเลือกอีกครั้งนึง ซึ่งก็เป็นตามนั้น


ประเด็นต่อมา เป็นประเด็นเรื่องการทำงาน ผมขอสารภาพว่าบุคคลที่ผมประทับใจมากๆซึ่งผมให้เป็นต้นแบบในชีวิตผมนั้นคือ พลตรีหลาวงวิจิตรวาทการ และ อ.ป๋วย อึ้งภากรณ์

ทำไมผมชื่นชมท่านทั้งสองนั้น ก็เพราะการทำงานของท่าน แนวคิดในการทำงาน แนวทางในการใช้ชีวิต ที่คุ้มสำหรับการเกิดมาชีวิตครั้งนึงของคนธรรมดาสามัญ ที่ต้องการจะให้โลกได้จารึกชื่อท่านทั้งสองไว้

ทั้งสองท่านเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ต่อชาติบ้านเมือง และตัวท่านเอง พูดคำใดไว้ก็ทำอย่างงั้น

หลวงวิจิตรวาทการ ท่านต้องการทำงานจนตัวตาย ซึ่งก็สมใจท่าน

อ.ป๋วย ท่านต้องการตอบแทนบุญคุณชาติบ้านเมือง ที่ไม่อยู่ใต้เงื่อนไขของบุคคลใด คณะใด ท่านก็ทำตามที่ท่านได้ลั่นวาจาเอาไว้ กล่าวคือ ครั้งนึง อ.ป๋วย ท่านได้รับการขอร้องจากผู้มีอำนาจในสมัยนั้น ให้มาดำรงตำแหน่ง รมต.การคลัง เพราะว่าเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้นเข้าขั้นวิกฤต ต้องการผู้ที่มีความรู้มาบริหาร แต่ท่านไม่รับตำแหน่งนี้ เพราะไม่งั้นแล้ว อ.ป๋วย ท่านต้องกลายเป็น สส. สังกัดพรรคการเมือง ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะต้องบรรลุเป้าหมายของพรรค ด้วยเหตุนี้ท่านจึงขอว่า ถ้างั้นท่านขอเป็น ผู้ว่าฯแบงค์ชาติ แทนหละกัน เพราะไม่ได้ขึ้นตรงต่อรัฐบาล

ท่านก็ไม่ได้กลับคำพูด ท่านทำงานอย่างอิสระเพื่อประเทศชาติ ไม่คล้อยตามรัฐบาล และซื่อสัตย์ถึงขนาดที่เรียกว่า "สักบาทก็ยังไม่เอา"

ผมไม่ได้เปรียมเทียบให้ใครต้องเหมือนใคร เพียงแต่เรื่องบางเรื่องก็ต้องพิจารณากันบ้าง การที่ "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" มีพวกพ้องเพื่อนฝูงเยอะแยะ เป็นเรื่องที่ดีในการทำงาน เพราะมีการช่วยเหลือกันซึ่งกันและกัน การทำงานจะได้ไปรอดตลอดรอดฝั่ง แต่การทำเพื่อประเทศชาติ หมายความว่าไม่ได้ทำเพื่อบุคคลใดหรือคณะใด แต่ทำเพื่อประชาชนทุกคน อย่างที่ ร.7 เคยตรัสไว้ตอนที่ท่านสละราชสมบัติ

อ.ป๋วยเอง เมื่อท่านคิดจะทำเพื่อชาติแล้วก็ทำจริงๆ เหมือนในอย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ว่า ไม่ว่าญาติหรือพวกพ้องท่าน ไม่ต้องคิดเลยว่าพอท่านมีตำแหน่งสูงๆแล้วจะได้เลื่อนขั้นหรือได้อะไรเป็นพิเศษกว่าคนอื่นๆ

นี่หละมั้งครับ ที่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึง ชื่นชมคุณ สนธิ และเกลียด "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"

ส่วนเรื่องการไปทำบุญที่วัดพระแก้วนั้น ประเด็นที่ว่าหลักฐานถูกหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องนึง ซึ่งก็แสดงว่าคุณสนธิทำงานไม่ได้เรื่องในประเด็นนี้ แต่ประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วย ไม่ได้มาจากที่คุณสนธิพูดกรอกหูชาวบ้านหรอกครับ
ผมมองเรื่องนี้แบบสามก๊ก ตอนที่โจโฉเอาธนูของพระเจ้าเหี้ยนเต้มาใช้

เรื่องของเรื่องคือ พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงเสด็จออกล่าสัตว์ประจำปี พระเจ้าเหี้ยนเต้ไม่ใช่นักรบ ไม่ชำนานอาวุธ พระองค์ยิงกวางที่วิ่งไปมาไม่โดนอยู่นาน โจโฉเริ่มกำแหง ดึงคันธนูและลูกธูนของพระเจ้าเหี้ยนเต้มา ก็รู้ทั้งรู้ว่าเป็นของกษัตริย์ โจโฉก็ยังใช้ธนูนั้นยิง และยิงออกไปโดนกวางตัวนั้นด้วย เหล่าทหารเห็นกวางตัวนั้นตายก็วิ่งมาถวายพร้อมทั้งเห็นว่าลูกธนูนั้นเป็นของพระเจ้าเหี้ยเต้ ก็โหร้องดีใจกันกึกก้อง ว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงยิงกวางได้แล้ว พระเจ้าเหี้ยนเต้กลับหน้าเสีย ส่วนโจโฉก็ยิ้มและหัวเราะยินดี เหล่าผู้จงรักภักดีที่เห็นเหตุการณ์วันนั้น โกรธอยากจะฆ่าโจโกันหลายคน รวมทั้ง เล่าปี่ กวนอู และ เตียวหุย แต่เล่าปี่เองเป็นคนห้ามน้องทั้งสองให้ใจเย็นๆไว้

ทำไมโจโฉถึงทำ?

แน่นอนก็เพื่อจะให้คนอื่นๆรู้ว่าใครใหญ่ที่สุดในขณะนั้น ซึ่งหมายถึงโจโฉไม่ใช้พระเจ้าเหี้ยนเต้แล้ว ขุนนางท่านใดก็ตามที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่ ก็ต้องรู้ได้แล้วว่า ใครไม่อ้อนน้อมต่อโจโฉ มีปัญหาแน่นอน ซึ่งก็ผลจริงๆ

ส่วนในกรณี"คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"นี้ ก็ต้องจินตนาการเอาเองแล้วหละครับ...

ต่อให้ "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" เป็นโอวีก็ตาม ผมก็ขอที่จะไม่เห็นด้วยกับท่านผู้นั้น ซึ่งในตอนนี้ก็มีโอวีบางท่านนั่งอยู่ในคณะรัฐบาล ผมก็ขอไม่สนับสนุนท่านเหล่านั้นเช่นกัน

----------------------------------------------

Thursday, January 26, 2006

แฮปปี้เบริดเดย์ โมสาร์ต (Happy Birthday Mozart)

วันที่ 27 มกราคม มีความสำคัญสองอย่างสำหรับผม หนึ่งก็คือวันเกิดของโมสารต์ ปีนี้ยิ่งพิเศษไปใหญ่ เพราะถ้าตอนนี้โมสาร์ตยังมีชีวิตอยู่ ก็คงอายุ 250 ปีพอดี

เพราะฉะนั้น ในปีนี้ บรรดาฮอลคอนเสริตต่างๆทั้วโลก จะเล่นเพลงของโมสาร์ตกันมากกว่าทุกๆปี โดยเฉพาะ รีเควีม (Requiem) ซึ่งน่าจะเป็นเพลงของโมสาร์ตที่เล่นกันเยอะที่สุด

รีเควีม (Requiem) แปลเป็นภาษาชาวบ้านอย่างผมก็คือ “เพลงแห่ศพ” เป็นเพลงสุดท้ายที่โมสาร์ตแต่ง (ไม่เสร็จ) ไว้ก่อนจะหมดลมหายใจ

จากเรื่องราวที่รู้มา ก็คือ ในช่วงบั้นปลายชีวิตของโมสาร์ต ค่อนข้างจะขัดสนเรื่องเงินทอง ถึงขนาดที่ว่าต้องรีบแต่งเพลงเพื่อแลกเงิน ว่ากันว่า โมสาร์ตแต่งซิมโฟนี 3 เบอร์สุดท้าย Symphony No.39, No. 40, และ No. 41 ภายในเวลา 6 สัปดาห์เท่านั้น (เบโธเฟ่นแต่งซิมโฟนีบทนึงใช้เวลาเป็นปี) และช่วงเดียวกันนั้น โมสาร์ตก็โดนว่าจ้างจากคนแปลกหน้าให้แต่ง รีเควีม ด้วยค่าจ้างอย่างงาม

แต่ด้วยโรคทั้งหลายแหล่ที่รุ่มเร้า ร่างกายที่ทรุดโทรม และเป็นผู้เดียวที่ทำงานหนักเพื่อหาเงินให้กับครอบครัว โมสาร์ตก็สิ้มลมหายใจพร้อมกับโน๊ตเพลง รีเควีม ที่วางอยู่ข้างๆกาย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1791 (ภายหลัง ลูกศิษย์ของโมสาร์ต (ผมจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร) แต่งรีเควีมบทนี้จนเสร็จสมบูรณ์)

ในความคิดของผม รู้สึกแปลกๆอยู่อย่างนึง คือ ธรรมดาเวลามีคนจ้างแต่งเพลง ก็น่าจะเป็นที่รู้กันว่าใครเป็นคนจ้าง แต่สำหรับรีเควีมบทนี้ กลับไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนว่าจ้าง แม้แต่ตัวโมสาร์ตเองก็ไม่เคยเห็นหน้าผู้ว่าจ้างรายนี้ แต่เหมือนกับว่าโมสาร์ตรู้ว่าใกล้วันตายของตัวเองแล้วมากกว่าเสียอีก

ผมเองก็ไม่ค่อยชอบฟังเพลงนี้สักเท่าไหร เพราะไม่ไพเราะน่าฟังเหมือนเพลงอื่นๆของโมสาร์ต อีกอย่างนึงก็คือ พอคิดถึงที่มาที่ไปของเพลงนี้แล้ว...รู้สึกขนลุก... มีโอกาสก็ลองหาฟังกันนะครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ก็คือ เป็นวันเกิดของน้องชายคนเล็กผมด้วย

สุขสันต์วันเกิดทั้งคู่