เทศกาลหนัง 3
หนังเรื่องต่อมาที่ผมได้ดู คือ "คนระลึกชาติ" และ "ซาไกยูไนเต็ด"
ที่ผมเอาสองเรื่องนี้มาพูดรวมกัน ก็เพราะแต่ละเรื่องผมไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร เลยไม่รู้จะพูดอะไรเกี่ยวกับหนังดี
เรื่องแรก "คนระลึกชาติ" จะดีก็ตรงมี อ้อม พิยดา มาเล่นเป็นนางเอกให้ (ผมชอบ)
จริงๆธีมของหนังดีมาก กล่าวคือ กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง ไม่ว่าในชาตินี้หรือชาติ ถ้าชาตินี้คุณพยายามที่ลบมัน อย่างไรซะ ชาติหน้าคุณก็ต้องเจออยู่ดี
ผมเห็นด้วยกับหนัง คือยอมทำให้เสร็จๆไปในชาตินี้เลยดีกว่า
สำหรับผมแล้ว น่าเสียดายมากที่หนังทำมาไม่ค่อยตรงใจผมเท่าไหรนัก ในเรื่องของการดำเนินเนื้อเรื่อง
ในหนังไม่ได้พูดให้กระจ่ายว่าชาติที่แล้วได้ทำอะไรไว้ จึงส่งผลร้ายในแบบต่างๆมาถึงในชาตินี้ มีก็เพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น
หนังเหมือนแค่ขายความมันส์ (แต่ผมไม่รู้สึกมันส์ตามเท่าไรนัก) ขายดารา ฉากแอกชั่น และเทคนิคที่ถ่ายทำยากๆ แต่นัยที่แท้จริงของเนื้อเรื่องไม่ทำให้ชัดเจดในเรื่อง คือไม่ได้ทำให้คนรู้สึกไม่อยากทำกรรมชั่วในชาตินี้ เพื่อจะได้ไม่เกิดเรื่องเลวร้ายในชาติต่อไป
ถึงแม้ว่าหนังเรื่อง "คนระลึกชาติ" จะลงทุนเยอะ แต่ผมคิดว่า "ซาไกยูไนเต็ด" ทำได้สนุกกว่า
หนังเรื่องนี้มี พงพัฒน์ วชิรบรรจง เป็นตัวเอกชูโรงอยู่คนเดียว เนื้อเรื่องของหนังไม่มีอะไรมาก เกี่ยวกับเด็กๆในเผ่าซาไกเตะบอลเก่ง พงพัฒน์ วชิระบรรจง ซึ่งเคยเป็นโค้ชฟุตบอลเก่ากำลังถังแตกพอดี (เสียเรื่องพนันบอล และล้มบอล) เลยอยากปั้นเด็กพวกนี้ไปแข่งชิงถ้วยพระราชทาน เพื่อชื่อเสียงและเงินทอง
จริงๆทางพวกเด็กซาไก ไม่ได้อยากจะไปแข่งขันระดับประเทศเท่าไหร แต่เนื่องด้วยที่เผ่าเกิดโรคระบาด และไม่มียารักษา หัวหน้าเผ่าซึ่งอ่านหนังสือไม่ออก จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยได้รับยาพระราชทานซึ่งคำว่า "พระราชทาน" บนซองยาตรงกับ ถ้วย"พระราชทาน" ของการแข่งขันฟุตบอล ก็ปักใจเชื่อว่าถ้าเด็กพวกนี้สามารถเอาถ้วยกลับมาได้ โรคร้ายในหมู่บ้านก็จะหายไป
การดำเนินเนื้อเรื่องออกแนวฮาซะมาก คือทำเหมือนพวกซาไกเป็นบ้านนอกเข้ากรุง ถึงแม้ว่าความจริงจะเป็นเช่นนั้น แต่สำหรับตัวผมคิดว่าเล่นกันแรงเกินไป เหมือนดูถูกพวกคนซาไกซะส่วนใหญ่
แม้ว่าหนังจะพยายามจะให้ตอนจบ ทำให้คนดูเห็นว่า คนเมืองหรือคนที่คิดว่าตัวเองมีความเป็นศิวิไลท์ ดูถูกเผ่าซาไกต่อไปไม่ได้อีกแล้ว แต่ตลอดทั้งเรื่องผมว่าเล่นรุนแรงไป เหมือนเอาชนเผ่าซาไกมาเป็นของเล่นของคนเมืองอย่างไงอย่างงั้น
เป็นที่แน่นอน ในการแข่งขันนัดสุดท้าย ซาไกต้องแข่งกับทีมที่เก่งกว่า โค๊ช (พงพัฒน์ วชิรบรรจง) ก็กลับกลายเป็นคนดีมาช่วยปรับแผนทีมทำให้ทีมซาไกสามารถเอาชนะในรอบชิงชนะเลิศนี้ได้
ตอนจบพวกทีมซาไก นำถ้วยพระราชทานกลับบ้านเหมือนอย่างที่ตั้งใจไว้ให้คนในหมู่บ้านหายจากโรคร้าย มีการสักการะถ้วยที่ได้มานั้นบนต้นไม้สูงแล้วก็นั่งเฝ้ารอปาฏิหาร์ แต่ก็รออยู่นาน ก็ยังไม่มีปาฏิหาร์ใดๆเกิดขึ้น คนในหมู่บ้านเริ่มไม่เชื่อในถ้วยพระราชทานต่างทยอยลุกหนี
แต่หนังก็คือหนังจริงๆ อยู่ดีๆแสงพระอาทิตย์ก็สาดส่องมาที่ถ้วย แสงที่ตกกระทบบนถ้วยไปถึงบรรดาหมอๆส่วนพระองค์ที่กำลังเดินป่าหาพวกซาไกซึ่งหลงทางมาแล้วหลายวัน พอดิบพอดี และแสงนี้เองนำทางพวกหมอไปสู่หมู่บ้านชนเผ่าซาไก
ดูเหมือนจะดี แต่สำหรับผมแล้ว คิดว่ามันไม่มีอยู่ในในความจริง และไม่มีอยู่จริง
เป็นเรื่องดีที่หนังทำให้คนรักในหลวงมากขึ้น แต่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
ที่ผมเอาสองเรื่องนี้มาพูดรวมกัน ก็เพราะแต่ละเรื่องผมไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร เลยไม่รู้จะพูดอะไรเกี่ยวกับหนังดี
เรื่องแรก "คนระลึกชาติ" จะดีก็ตรงมี อ้อม พิยดา มาเล่นเป็นนางเอกให้ (ผมชอบ)
จริงๆธีมของหนังดีมาก กล่าวคือ กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง ไม่ว่าในชาตินี้หรือชาติ ถ้าชาตินี้คุณพยายามที่ลบมัน อย่างไรซะ ชาติหน้าคุณก็ต้องเจออยู่ดี
ผมเห็นด้วยกับหนัง คือยอมทำให้เสร็จๆไปในชาตินี้เลยดีกว่า
สำหรับผมแล้ว น่าเสียดายมากที่หนังทำมาไม่ค่อยตรงใจผมเท่าไหรนัก ในเรื่องของการดำเนินเนื้อเรื่อง
ในหนังไม่ได้พูดให้กระจ่ายว่าชาติที่แล้วได้ทำอะไรไว้ จึงส่งผลร้ายในแบบต่างๆมาถึงในชาตินี้ มีก็เพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น
หนังเหมือนแค่ขายความมันส์ (แต่ผมไม่รู้สึกมันส์ตามเท่าไรนัก) ขายดารา ฉากแอกชั่น และเทคนิคที่ถ่ายทำยากๆ แต่นัยที่แท้จริงของเนื้อเรื่องไม่ทำให้ชัดเจดในเรื่อง คือไม่ได้ทำให้คนรู้สึกไม่อยากทำกรรมชั่วในชาตินี้ เพื่อจะได้ไม่เกิดเรื่องเลวร้ายในชาติต่อไป
ถึงแม้ว่าหนังเรื่อง "คนระลึกชาติ" จะลงทุนเยอะ แต่ผมคิดว่า "ซาไกยูไนเต็ด" ทำได้สนุกกว่า
หนังเรื่องนี้มี พงพัฒน์ วชิรบรรจง เป็นตัวเอกชูโรงอยู่คนเดียว เนื้อเรื่องของหนังไม่มีอะไรมาก เกี่ยวกับเด็กๆในเผ่าซาไกเตะบอลเก่ง พงพัฒน์ วชิระบรรจง ซึ่งเคยเป็นโค้ชฟุตบอลเก่ากำลังถังแตกพอดี (เสียเรื่องพนันบอล และล้มบอล) เลยอยากปั้นเด็กพวกนี้ไปแข่งชิงถ้วยพระราชทาน เพื่อชื่อเสียงและเงินทอง
จริงๆทางพวกเด็กซาไก ไม่ได้อยากจะไปแข่งขันระดับประเทศเท่าไหร แต่เนื่องด้วยที่เผ่าเกิดโรคระบาด และไม่มียารักษา หัวหน้าเผ่าซึ่งอ่านหนังสือไม่ออก จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยได้รับยาพระราชทานซึ่งคำว่า "พระราชทาน" บนซองยาตรงกับ ถ้วย"พระราชทาน" ของการแข่งขันฟุตบอล ก็ปักใจเชื่อว่าถ้าเด็กพวกนี้สามารถเอาถ้วยกลับมาได้ โรคร้ายในหมู่บ้านก็จะหายไป
การดำเนินเนื้อเรื่องออกแนวฮาซะมาก คือทำเหมือนพวกซาไกเป็นบ้านนอกเข้ากรุง ถึงแม้ว่าความจริงจะเป็นเช่นนั้น แต่สำหรับตัวผมคิดว่าเล่นกันแรงเกินไป เหมือนดูถูกพวกคนซาไกซะส่วนใหญ่
แม้ว่าหนังจะพยายามจะให้ตอนจบ ทำให้คนดูเห็นว่า คนเมืองหรือคนที่คิดว่าตัวเองมีความเป็นศิวิไลท์ ดูถูกเผ่าซาไกต่อไปไม่ได้อีกแล้ว แต่ตลอดทั้งเรื่องผมว่าเล่นรุนแรงไป เหมือนเอาชนเผ่าซาไกมาเป็นของเล่นของคนเมืองอย่างไงอย่างงั้น
เป็นที่แน่นอน ในการแข่งขันนัดสุดท้าย ซาไกต้องแข่งกับทีมที่เก่งกว่า โค๊ช (พงพัฒน์ วชิรบรรจง) ก็กลับกลายเป็นคนดีมาช่วยปรับแผนทีมทำให้ทีมซาไกสามารถเอาชนะในรอบชิงชนะเลิศนี้ได้
ตอนจบพวกทีมซาไก นำถ้วยพระราชทานกลับบ้านเหมือนอย่างที่ตั้งใจไว้ให้คนในหมู่บ้านหายจากโรคร้าย มีการสักการะถ้วยที่ได้มานั้นบนต้นไม้สูงแล้วก็นั่งเฝ้ารอปาฏิหาร์ แต่ก็รออยู่นาน ก็ยังไม่มีปาฏิหาร์ใดๆเกิดขึ้น คนในหมู่บ้านเริ่มไม่เชื่อในถ้วยพระราชทานต่างทยอยลุกหนี
แต่หนังก็คือหนังจริงๆ อยู่ดีๆแสงพระอาทิตย์ก็สาดส่องมาที่ถ้วย แสงที่ตกกระทบบนถ้วยไปถึงบรรดาหมอๆส่วนพระองค์ที่กำลังเดินป่าหาพวกซาไกซึ่งหลงทางมาแล้วหลายวัน พอดิบพอดี และแสงนี้เองนำทางพวกหมอไปสู่หมู่บ้านชนเผ่าซาไก
ดูเหมือนจะดี แต่สำหรับผมแล้ว คิดว่ามันไม่มีอยู่ในในความจริง และไม่มีอยู่จริง
เป็นเรื่องดีที่หนังทำให้คนรักในหลวงมากขึ้น แต่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง


