ซุปที่อร่อย (A Good Soup)

“Anyone who tells a lie has not a pure heart, and cannot make a good soup.” – Ludwig Van Beethoven
ตอนนี้เพื่อนผมหลายคน กำลังทำ ซุปที่อร่อยๆกันอยู่ ผมรู้สึกเพลินไปกลับเรื่องของเพื่อนๆผม ที่เขียนกันอยู่ ช่วงนี้ก็เลยรู้สึกดี ได้กินซุปอร่อยๆเกือบทุกวันที่เข้ามาในโลกเสมือนแห่งนี้
ทีแรกกะว่าจะเขียนเรื่องไปดูคอนเสริตที่ประทับใจต่อ ทว่าผมคิดไปคิดมาแล้ว ไม่ดีกว่า เปลี่ยน”ซุป”บ้าง (แต่ยังเกี่ยวกับดนตรีนะครับ) ไม่งั้นคนอ่านคงจะเบื่อแน่ๆ
ก็คล้ายจะบังเอิญ โยงกลับเรื่องที่เพื่อนผมขีดๆเขียนๆกัน ผมรู้สึกว่าเรื่องที่เพื่อนๆเขียนกัน เหมือน “กลั่นมาจากใจ” กันหลายๆเรื่อง ก็เลยนึกถึงคำพูดคมๆ ของนักประพันธ์ชื่อดัง ชาวเยอรมัน ลุกวิด แวน เบโธ่เฟ่น ที่กล่าวไว้ข้างบนได้
คราวนี้ ผมขอ”บังอาจ” เขียนเรื่องของนักประพันธ์ท่านนี้ ที่ผม ชื่นชอบ ประทับใจ และมีอิทธิพลต่อชีวิตผม
ในบรรดานักประพันธ์เพลงคลาสสิคเท่าที่ผมเคยได้ ”สัมผัส” ผมกล้าพูดเลยว่า ผมประทับใจ เบโธ่เฟ่น มากที่สุด รวมไปถึงความสนใจในเหตุการณ์ชีวิตของท่าน ที่มีอิทธิพลต่องานเพลงของท่าน
ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่เขียนอะไรที่ลึกเกินไปแน่นอน
ถ้าเค๊าว่า โมสารต์ (Mozart) เป็นอัจฉริยะมาเกิด เกิดมาเพื่อแต่งเพลงแล้วก็ตายไปเลย เบโธ่เฟ่นก็คงเป็นอัจฉริยะด้วย แต่เป็นอัจฉริยะ ที่เป็น”คน” และเป็นคนที่น่าสงสารด้วย
เบโธ่เฟ่น เหมือนเด็กเก็บกด ตอนเด็กๆ โดนพ่อจอมโหด บังคับซ้อมเปียโน ตลอดเวลา พร้อมทั้งเป็นที่ระบายอารมณ์ของพ่อ คือพ่ออยากจะให้เบโธ่เฟ่นดังแบบโมสารต์ แต่ก็ไม่ได้เป็นสักที (โมสารต์ดังตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ขวบ) ว่ากันว่า เบโธ่เฟ่นโดนตบบ้องหูเป็นประจำ จนเป็นสาเหตุทำให้ เบโธ่เฟ่น หูหนวกในเวลาต่อมา

ฉะนั้นไม่แปลกใจเลย ที่ทำไมเบโธ่เฟ่นถึงทำตัวนอกคอกตลอกเวลา จนเป็นที่ไม่ชอบใจของหลายๆคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจารย์ของเบโธ่เฟ่น ไฮเด้น (Haydn) ซึ่งก็เป็นนักประพันธ์ชื่อดังเหมือนกัน
ในความรู้สึกของผม เบโธ่เฟ่น ก็เหมือนเด็กที่ชอบคิดและทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน แผงๆ แต่ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร ไม่เหมือนเด็กแถวๆสยามสแควร์ ที่รับวัฒนธรรมมาจากโลกตะวันตกที่ไม่ดูสภาพอากาศบ้านเราเลย แต่งตัวใส่เสื้อผ้าแบบพ่อแม่รับไม่ได้ ทำผมแปลก ยอมผมสีประหลาด อะไรทำนองนั้นเลย
ผลงานเพลงของ เบโธ่เฟ่น ตอนเด็กๆไม่เป็นที่ถูกใจอาจารย์เอาซะเลย แต่เบโธ่เฟ่นก็ยังยืนกรานในงานที่ทำไป ว่านี่แหละดีแล้ว เช่น เพลงสตริงคอวเต็ท (String Quartet) สมัยก่อนจะแต่งกันแค่ 3 ท่อน แต่เบโธ่เฟ่นจะแต่ง 4 ท่อน (ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน) อีกอันนึง คือปกติของเพลงคลาสสิค จังหวะท่อนแรกของเพลงจะต้องเร็วกำลังดี แต่ท่านก็แต่งช้าซะอย่างงั้น บางเพลงก็ใส่อารมณ์เข้าไปด้วย (สมัยนั้นไม่มีใครทำกัน) อะไรแบบนั้น (จริงๆมีอีกหลายๆอย่าง ทว่าผมลืมไปบ้างแล้ว)
การกระทำแบบนี้ของเบโธ่เฟ่น ผมว่าดีอย่างนึงและผมชอบมาก คือเหมือนกับเล่นรักบี้ คือ “หนักในเกมส์” ไม่เล่นนอกเกมส์ ผมเชื่อว่าถ้าทุกคน ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์มากน้อยเพียงใดก็ตาม ถ้าเล่นหนักในเกมส์เหมือนกับเบโธ่เฟ่นแล้ว โลกเราน่าจะมีอะไรใหม่ๆให้เห็นอีกเยอะครับ
เบโธ่เฟ่นเป็นคนที่หน้าตาไม่ดีเอาซะเลย ถึงขั้นขี้ริ้วขี้เหล่ทีเดียว แต่ก็นักรักตัวยงเหมือนกันครับ ผมคิดว่าท่าทางจะขี้อายด้วยนะครับ แต่งเพลงให้สาว (ที่อยู่ในใจ) เป็นประจำ อย่างเพลง มูนไลท์โซนาต้า (Moonlight Sonata) หรือ ปาทีที้กโซนาต้า (Pathetique Sonata) ซึ่งเพลงนี้ว่ากันว่าเป็นเพลงโรแมนติกเพลงแรกของเบโธ่เฟ่น ต้องเข้าใจอย่างนึงว่าเพลงรักๆในแบบฉบับของเบโธ่เฟ่น ไม่ได้สดใสไปด้วยความรักนะครับ เพลงจะเศร้าๆทั้งนั้น เหมือนจิตนาการอยู่กับตัวเองถึงผู้หญิงคนรัก แต่ก็เป็นคนที่ยืนอยู่บนความจริง ความจริงที่ว่า ไม่ได้อยู่ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เพลงที่ออกมาจะผสมความโกรธคลั่งแค้นในโชคชะตาไว้ด้วย
โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบนะครับ เพราะมันคือความจริง (หรือผมแห้วบ่อยด้วยก็ไม่รู้) สิ่งต่างๆที่ไม่สมบูรณ์พรั่งพร้อมของเบโธ่เฟ่น เบโธ่เฟ่นนำมาทำ แบบ “หนักในเกมส์”
และช่วงที่หนักใจที่สุดของเบโธ่เฟ่นก็มาถึง คือช่วงที่หูตัวเองเริ่มหนวก เริ่มไม่ได้ยิน ถ้าจำไม่ผิด เป็นตั้งแต่ยังหนุ่มๆอยู่เลย ผมเคยลองคิดจินตนาการเล่นๆดู ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ทรมานมากๆ ลองคิดดูสิครับ คุณเป็นนักแต่งเพลง แต่คุณไม่ได้ยินเสียงเพลงที่คุณแต่ง ซึ่งคุณคิดว่ามันไพเราะมากๆ เล่ากันว่าเบโธ่เฟ่นต้อง เอาหูแนบเปียโน เพื่อที่จะให้ได้ยิน เสียงเปียโนที่เล่น ยิ่งไปกว่านั้น ครั้นหูเริ่มไม่ได้ยินมากขึ้นเรื่อยๆ เบโธ่เฟ่นก็เลื่อยขาเปียโนออก เพื่อที่จะได้ยินความสั่นสะเทือนของเสียง ลงสู่พื้นได้เร็วที่สุด และสะเทือนมาถึงตัวเองให้รับความรู้สึกของเสียง
พูดถึงตรงนี้แล้ว รู้สึกเศร้าใจแทนนักประพันธ์ผู้อาภัพของผมจริงๆ คิดไม่ถูกเลยว่าเบโธ่เฟ่นจะร้องไห้ทุกข์ทรมานเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปกี่ครั้ง
ที่บอกว่าหนักใจที่สุดของเบโธ่เฟ่น ก็เพราะ ตามที่ผมรู้มา พอช่วงผลงานลำดับที่ 50 เบโธ่เฟ่นหยุดแต่งเพลงไป 1 ปี สาเหตุตามที่เค๊าวิเคราะห์กัน คือว่า เบโธ่เฟ่นคิดจะฆ่าตัว ซึ่งผมเองก็ไม่แปลกใจกับการวิเคราะห์แบบนี้ ผมเคยคิดเล่นๆเหมือนกันว่า ถ้าเป็นตัวผมเอง ผมจะทำอย่างไรต่อไปดี ...แต่ดีที่ไม่ใช่ผม
ผมชอบฉากนึง ในหนังเรื่อง Immortal Beloved ที่ดำเนินเนื้อเรื่องเกี่ยวกับชีวิตรักของเบโธ่เฟ่น ฉากนั้นคือตอนที่เบโธ่เฟ่นเล่นเดี่ยวเปียโนกับวง บทเพลง เปียโนคอนแชร์โต้ หมายเลข 5 (Piano Concerto No.5 หรือ Emperor Concerto) ซึ่งทั้งเล่นเปียโนเองและกำกับวงด้วย ตอนแรกก็ไม่มีอะไรเบโธ่เฟ่นก็เล่นไป วงก็เล่นตาม สักพักวงก็เล่นไม่เข้ากันกับเปียโน นักดนตรีในวงส่ายหน้า เบโธ่เฟ่นก็หน้าแตก บอกให้วงเริ่มเล่นใหม่ การเริ่มเล่นใหม่คราวนี้ เสียงในฟิลม์ที่มีอยู่เดิม ค่อยๆเงียบหายไป สุดท้ายกลายเป็นเสียงเต้นของหัวใจเบโธ่เฟ่นแทน...

ผมเห็นภาพอันทรมานทางจิตใจ อย่างชัดเจน ของนักประพันธ์ท่านนี้เลยครับ
หลังจากที่เบโธ่เฟ่นใช้เวลาคิดอยู่ 1 ปีสำหรับเรื่องนี้ ผมลัพธ์ก็เป็นอย่างที่รู้ๆกันคือ”ไม่” ซึ่งเป็นคำถามให้ผมครุ่นคิดต่ออีกว่า เพราะด้วยเหตุผลอะไรที่เบโธ่เฟ่น ถึงเลิกคิดฆ่าตัวตายได้ ผมว่าเหตุผลนั้นต้องดีมากๆแน่ๆ หรือไม่ก็ง่ายดายจนคิดไม่ถึง แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม การกลับมาของเบโธ่เฟ่นครั้งใหม่นี้ เปลี่ยนไปเป็นคนละคน “หนักในเกมส์” ยิ่งกว่าเดิม ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลย ผลงานหลังจาก 1 ปีที่หายไป เป็นผลงานที่นอกเหนือจิตนาการที่นักประพันธ์สมัยเดียวกันนั้นจะคิดได้ ทั้งยังให้คนในสมัยนี้เก็บมาคิดด้วยว่า เบโธ่เฟ่นคิดได้อย่างไง บางเพลงไม่เป็นที่ยอมรับกันในสมัยที่เบโธ่เฟ่นยังมีชีวิตอยู่ แต่หลังจากที่ตายไปแล้วเพลงนั้นก็กลับมาดังแบบถาวรจนถึงทุกวันนี้
คอนดักเตอร์ และนักเปียโนชื่อก้องโลกอย่าง แดเนียล บาเรนบวม (Daniel Barenboim) กล่างถึงเบโธ่เฟ่นว่า “We must remember that the great composer like Beethoven were always far ahead of his time, in the way they imagined his music”
และคอนดักเตอร์ คนดังอย่าง เซอร์ โรเจอร์ นอริงตันท์ (Sir Roger Norrington) พูดไว้ว่า “His (Beethoven) feet were in the 18th century, even if his head was in the stars. … He almost seems to anticipate the breakdown of western music 100 years later”
หลายๆคนอาจจะงงว่า เป็นไปได้อย่างไง ตามความคิดของผมแล้วนะครับ เพลงก็ยังเป็นเพลง แต่สิ่งที่อยู่ในเพลงมันลึกไปกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ได้ยินเฉยๆ แต่มันมีอะไรมากกว่าที่ได้ยิน เวลาที่ผมตั้งใจฟังเพลงเบโธ่เฟ่น ในแต่ละช่วงความรู้สึกของชีวิตผม ผมไม่รู้สึกแบบเดียวกันกับที่เคยได้ยินครั้งแรก มันมีอะไรแฝงอยู่ข้างใน และค่อยๆออกมาเรื่อยๆเมื่อผมโตมากขึ้น ตามลำดับของชีวิต ให้ผมเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับ “ชีวิต” ซึ่งผมรู้สึกโชคดีที่รู้สึกแบบนั้น และนี้หละมั้งครับ เป็นมนต์เส่นห์ทำให้ผมหลงใหล “อย่างโงหัวไม่ขึ้น” เกี่ยวกับเพลงคลาสสิค
นักไวโอลินอัจฉริยะ เซอร์ ยีฮูดี้ มินนูฮิน (Sir Yehudi Munuhin) เคยพูดเกี่ยวกับเพลงเบโธ่เฟ่นเพลงนึง ซึ่งคือเพลง ไวโอลินโซนาต้า หมายเลย 10 (Violin Sonata No.10) ผลงานลำดับที่ 96 ไว้ว่า “The first twelve bars of the second movement is very human”
ผมไม่รู้ว่าจะรู้สึกแบบเดียวกับท่านเซอร์ ยีฮูดี้ มินนูฮิน หรือเปล่า แต่ผมพอจะรู้สึกถึงความเข้าใจในชีวิตของเบโธ่เฟ่นได้บ้าง ผมขอนอกเรื่องนิดนึง พอพูดถึง เซอร์ ยีฮูดี้ มินนูฮิน แล้ว (ตอนหลังท่านได้เป็น Lord) หลายๆท่านที่รู้จักผม จะเห็นผมชอบอ้างถึงนักไวโอลินคนนี้จังเลย มินนูฮิน เป็นอัจฉริยะเหมือนกัน มีเรื่องเล่ากันว่า (เรื่องจริง) ครั้งนึง อัลเบริต์ ไอสไตน์ (Albert Einstein) เคยไปนั่งฟัง เด็กชาย ยีฮูดี้ มินนูฮิน ตอนอายุ 13 ขวบ เล่นเพลง ไวโอลินคอนแชร์โต้ (Violin Concerto) ของเบโธ่เฟ่น คอนดักเตอร์โดย บลูโน่ วอลเตอร์ (Bruno Walter) กับวง เบอร์ลิน ฟิวฮาโมนิค (Berlin Philharmonic) หลังจากคอนเสริตจบ ไอสไตน์พูดว่า
“ผมเชื่อแล้วว่า เสียงจากพระเจ้ามีจริง”
ไม่รู้จะบรรยายย่อหน้าข้างบนอย่างไรดีเลยครับ ท่านผู้เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกอันนี้ ลองเก็บไปคิดดูหละกันครับ

ผลงานหลังจากที่เบโธ่เฟ่นหูหนวก เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมากๆครับ อาทิเช่น
เบโธ่เฟ่นชอบอยู่กับธรรมชาติครับ เบโธ่เฟ่นจะมีบ้านอยู่บ้านนอกชานกรุงเวียนนา ชอบไปพักในฤดูร้อน ชอบเดินไปใน ป่าดง พงไพร ทุ่งหญ้า กลับมาอีกทีตอนเย็น เป็นอย่างงี้ทั้งฤดูร้อน คนที่เห็น ก็คงหาว่าบ้ากระมั้งครับ เพราะเอาไม้เท้าโบกไปมาอยู่ในทุ่งโน้น หรืออะไรทำนองนั้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาเป็นบทเพลงอันนี้ที่แต่งเกี่ยวกับธรรมชาติที่ชื่อ ซิมโฟนี หมายเลข 6 หรือ พาสโทรอลซิมโฟนี (Symphony No.6 หรือ Pastoral Symphony) ซึ่งผมว่าเรียนแบบธรรมชาติได้เหมือนจริงๆ เพื่อนผมที่ผมพาไปฟังคอนเสริตเพลงนี้ที่ ซิมโฟนีฮอล (Symphony Hall) ในเมือง เบอร์มิ่งแฮม (Birmingham) ยังต้องสะดุ้งตื่นจากการหลับสบายๆ เพราะเสียงฟ้าผ่าจากบทเพลง พาสโทรอลซิมโฟนี ของเบโธ่เฟ่นอันนี้
อีกอันนึง ธรรมดาบทเพลง ดอนแชร์โต้ (Concerto) คือการนำเอาเครื่องดนตรี 1 หรือ 2 ชิ้น มาเดียวเล่นกับวงออเครสต้า แต่เบโธ่เฟ่นแต่งแบบใช้เครื่องดนตรี 3 เครื่องมาเล่นแบบ ทรีโอ (Trio) กับวง ถึงแม้ว่าสมัยโบราณจะมีหลายๆคนทำมาแล้วก็ตาม อย่างเช่น บ๊าค (Bach) และ โมสารต์ (Mozart) แต่ก็ไม่เด่นเท่าที่เบโธ่เฟ่นแต่งไว้อยู่ดี เพลงที่ว่าคือ ทริปเปินคอนแชร์โต้ (Triple Concerto)
และที่สุดของที่สุดอย่าง ซิมโฟนี หมายเลข 9 หรือ คลอรอลซิมโฟนี (Symphony No.9 หรือ Choral Symphony) ที่ใส่การร้องเพลงเข้าไปในท่อนสุดท้าย จากการที่เบโธ่เฟ่นประทับใจคำร้องของ เชอร์ชิล (Schiller) ที่กลายเป็นท่อนฮุกติดปากของใครหลายคน ที่รู้จักกันในเพลงประกอบโฆษณาของเบียร์มิดไวด้า
นี่เป็นแค่ตัวอย่างของการที่เรียกว่า “หนักในเกมส์” ของเบโธ่เฟ่น ยังไม่รวมไปถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกเยอะแยะมากมายสำหรับที่มาที่ไปของเพลงแต่ละเพลง ความรู้สึกของผมคือ หลังจากที่หูหนวกแล้ว เบโธ่เฟ่นไม่ค่อยจะใส่ใจในเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนักฟังเท่าใดนัก ประหนึ่งเบโธ่เฟ่นคิดว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสีนตำลึงทอง” ในอนาคตเพลงมันต้องเป็นแบบนี้แหละ
อย่างไรก็ดี เบโธ่เฟ่นไม่ใช่คนหัวดื้อซะทีเดียว เพลงไหนที่คิดว่าไม่ดีอย่างที่นักวิจารณ์ติไว้ ก็กลับมาดู แก้ไขในสิ่งที่เห็นว่าจริง แสดงให้เห็นว่ายังเป็นคนที่มีเหตุและผลอยู่เหมือนกัน
ทั้งชีวิต เบโธ่เฟ่นแต่งเพลงไว้แค่ร้อยกว่าผลงานเท่านั้น ถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับ โมสารต์ ที่มีถึง 626 ชิ้น ชูว์เบิตร์ (Schubert) มากกว่า 800 ชิ้น และ บ๊าคแต่งเป็นพันชิ้น อย่างไรก็ดีครับ มันมีข้อแตกต่างครับ งานทุกชิ้นของเบโธ่เฟ่นเป็นงานที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างละเอียดจากในหัวมาแล้วทั้งสิ้น ธรรมดาเพลงนึงใช้เวลาแต่งเป็นปี เพลงที่แต่งยาวสุด สงสัยจะเป็น ซิมโฟนี หมายเลข 9 เพราะแต่งเป็น 10 ปีทีเดียว
ก็ไม่น่าแปลกใจที่ยังมีคนศีกษาชีวิตของเบโธ่เฟ่นอยู่เรื่อยๆ คอนดักเตอร์หรือนักโซโล่ ที่จะเล่นเพลงของเบโธ่เฟ่น (จริงๆแล้ว ต้องกับนักประพันธ์ทุกท่านด้วย) ต้องทำการบ้านตรงนี้มาดีทีเดียว ผมคิดว่าการเล่นเพลงของเบโธ่เฟ่นให้ถึงข้างใน ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก นักดนตรีน้อยคนนักที่ได้รับการยกย่องว่าทำได้ เพราะถ้าไม่เข้าใจเบโธ่เฟ่นแล้ว ก็คงจะเล่นไม่ไพเราะ คือ ต่อให้เล่นถูกต้องตามโน้ตที่เขียนไว้ทุกอย่าง แต่ขาดมิติของเพลง อย่างที่ผมเคยกล่าวไปเกี่ยวกับนักเปียโน มิทซูโคะ ยูชิดะ (Mitsuko Uchida) ว่าเธอเล่นเพลงเปียโนของโมสาตร์เก่งมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เธอจะ”เข้าถึง”เพลงของเบโธ่เฟ่น ได้ดีเท่าที่เธอเลยเพลงของโมสารต์
ฟังดูเหมือนจะเรื่องมาก แต่มันเป็นที่สิ่งที่ผมกับน้อง (เท่านั้น) พิจารณา เพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟังเพลงของเบโธ่เฟ่นครับ
อย่างไรก็ดี การที่ผมได้ฟังเพลงของเบโธ่เฟ่น ทำให้ผมรู้ว่า แสงสว่างยังมีอยู่เสมอ เมื่อไรก็ตาม ที่ผมรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ มาฟังเพลงของเบโธ่เฟ่นแล้ว ผมคิดว่าผมเข้าใจสิ่งต่างๆมากขึ้นครับ (พูดเหมือนโอเวอร์ แต่เป็นเช่นนั้น) และหวังว่าโตขึ้นไปเรื่อยๆ จะเข้าใจยิ่งขึ้นไปอีกครับ
ไอสไตน์เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าตายไป เสียดายแค่อย่างเดียว คือ ที่ไม่ได้ฟังเพลงของโมสารต์อีก แต่สำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกมีบุญอย่างไงก็ไม่รู้ ที่ได้เกิดมา และฟังเพลงของเบโธ่เฟ่น
แน่นอนครับขณะที่ผมนั่งพิมพ์อยู่นี่ ผมก็กำลังฟังเพลงของเบโธ่เฟ่น คลอไปด้วยเช่นกัน
"If music can be explained into some words, we have no need to listen to it." - Myself



