Music is Life!!

Thursday, June 30, 2005

ซุปที่อร่อย (A Good Soup)





“Anyone who tells a lie has not a pure heart, and cannot make a good soup.” – Ludwig Van Beethoven

ตอนนี้เพื่อนผมหลายคน กำลังทำ ซุปที่อร่อยๆกันอยู่ ผมรู้สึกเพลินไปกลับเรื่องของเพื่อนๆผม ที่เขียนกันอยู่ ช่วงนี้ก็เลยรู้สึกดี ได้กินซุปอร่อยๆเกือบทุกวันที่เข้ามาในโลกเสมือนแห่งนี้

ทีแรกกะว่าจะเขียนเรื่องไปดูคอนเสริตที่ประทับใจต่อ ทว่าผมคิดไปคิดมาแล้ว ไม่ดีกว่า เปลี่ยน”ซุป”บ้าง (แต่ยังเกี่ยวกับดนตรีนะครับ) ไม่งั้นคนอ่านคงจะเบื่อแน่ๆ

ก็คล้ายจะบังเอิญ โยงกลับเรื่องที่เพื่อนผมขีดๆเขียนๆกัน ผมรู้สึกว่าเรื่องที่เพื่อนๆเขียนกัน เหมือน “กลั่นมาจากใจ” กันหลายๆเรื่อง ก็เลยนึกถึงคำพูดคมๆ ของนักประพันธ์ชื่อดัง ชาวเยอรมัน ลุกวิด แวน เบโธ่เฟ่น ที่กล่าวไว้ข้างบนได้

คราวนี้ ผมขอ”บังอาจ” เขียนเรื่องของนักประพันธ์ท่านนี้ ที่ผม ชื่นชอบ ประทับใจ และมีอิทธิพลต่อชีวิตผม

ในบรรดานักประพันธ์เพลงคลาสสิคเท่าที่ผมเคยได้ ”สัมผัส” ผมกล้าพูดเลยว่า ผมประทับใจ เบโธ่เฟ่น มากที่สุด รวมไปถึงความสนใจในเหตุการณ์ชีวิตของท่าน ที่มีอิทธิพลต่องานเพลงของท่าน

ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่เขียนอะไรที่ลึกเกินไปแน่นอน

ถ้าเค๊าว่า โมสารต์ (Mozart) เป็นอัจฉริยะมาเกิด เกิดมาเพื่อแต่งเพลงแล้วก็ตายไปเลย เบโธ่เฟ่นก็คงเป็นอัจฉริยะด้วย แต่เป็นอัจฉริยะ ที่เป็น”คน” และเป็นคนที่น่าสงสารด้วย

เบโธ่เฟ่น เหมือนเด็กเก็บกด ตอนเด็กๆ โดนพ่อจอมโหด บังคับซ้อมเปียโน ตลอดเวลา พร้อมทั้งเป็นที่ระบายอารมณ์ของพ่อ คือพ่ออยากจะให้เบโธ่เฟ่นดังแบบโมสารต์ แต่ก็ไม่ได้เป็นสักที (โมสารต์ดังตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ขวบ) ว่ากันว่า เบโธ่เฟ่นโดนตบบ้องหูเป็นประจำ จนเป็นสาเหตุทำให้ เบโธ่เฟ่น หูหนวกในเวลาต่อมา





ฉะนั้นไม่แปลกใจเลย ที่ทำไมเบโธ่เฟ่นถึงทำตัวนอกคอกตลอกเวลา จนเป็นที่ไม่ชอบใจของหลายๆคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจารย์ของเบโธ่เฟ่น ไฮเด้น (Haydn) ซึ่งก็เป็นนักประพันธ์ชื่อดังเหมือนกัน

ในความรู้สึกของผม เบโธ่เฟ่น ก็เหมือนเด็กที่ชอบคิดและทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน แผงๆ แต่ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร ไม่เหมือนเด็กแถวๆสยามสแควร์ ที่รับวัฒนธรรมมาจากโลกตะวันตกที่ไม่ดูสภาพอากาศบ้านเราเลย แต่งตัวใส่เสื้อผ้าแบบพ่อแม่รับไม่ได้ ทำผมแปลก ยอมผมสีประหลาด อะไรทำนองนั้นเลย

ผลงานเพลงของ เบโธ่เฟ่น ตอนเด็กๆไม่เป็นที่ถูกใจอาจารย์เอาซะเลย แต่เบโธ่เฟ่นก็ยังยืนกรานในงานที่ทำไป ว่านี่แหละดีแล้ว เช่น เพลงสตริงคอวเต็ท (String Quartet) สมัยก่อนจะแต่งกันแค่ 3 ท่อน แต่เบโธ่เฟ่นจะแต่ง 4 ท่อน (ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน) อีกอันนึง คือปกติของเพลงคลาสสิค จังหวะท่อนแรกของเพลงจะต้องเร็วกำลังดี แต่ท่านก็แต่งช้าซะอย่างงั้น บางเพลงก็ใส่อารมณ์เข้าไปด้วย (สมัยนั้นไม่มีใครทำกัน) อะไรแบบนั้น (จริงๆมีอีกหลายๆอย่าง ทว่าผมลืมไปบ้างแล้ว)

การกระทำแบบนี้ของเบโธ่เฟ่น ผมว่าดีอย่างนึงและผมชอบมาก คือเหมือนกับเล่นรักบี้ คือ “หนักในเกมส์” ไม่เล่นนอกเกมส์ ผมเชื่อว่าถ้าทุกคน ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์มากน้อยเพียงใดก็ตาม ถ้าเล่นหนักในเกมส์เหมือนกับเบโธ่เฟ่นแล้ว โลกเราน่าจะมีอะไรใหม่ๆให้เห็นอีกเยอะครับ

เบโธ่เฟ่นเป็นคนที่หน้าตาไม่ดีเอาซะเลย ถึงขั้นขี้ริ้วขี้เหล่ทีเดียว แต่ก็นักรักตัวยงเหมือนกันครับ ผมคิดว่าท่าทางจะขี้อายด้วยนะครับ แต่งเพลงให้สาว (ที่อยู่ในใจ) เป็นประจำ อย่างเพลง มูนไลท์โซนาต้า (Moonlight Sonata) หรือ ปาทีที้กโซนาต้า (Pathetique Sonata) ซึ่งเพลงนี้ว่ากันว่าเป็นเพลงโรแมนติกเพลงแรกของเบโธ่เฟ่น ต้องเข้าใจอย่างนึงว่าเพลงรักๆในแบบฉบับของเบโธ่เฟ่น ไม่ได้สดใสไปด้วยความรักนะครับ เพลงจะเศร้าๆทั้งนั้น เหมือนจิตนาการอยู่กับตัวเองถึงผู้หญิงคนรัก แต่ก็เป็นคนที่ยืนอยู่บนความจริง ความจริงที่ว่า ไม่ได้อยู่ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เพลงที่ออกมาจะผสมความโกรธคลั่งแค้นในโชคชะตาไว้ด้วย

โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบนะครับ เพราะมันคือความจริง (หรือผมแห้วบ่อยด้วยก็ไม่รู้) สิ่งต่างๆที่ไม่สมบูรณ์พรั่งพร้อมของเบโธ่เฟ่น เบโธ่เฟ่นนำมาทำ แบบ “หนักในเกมส์”

และช่วงที่หนักใจที่สุดของเบโธ่เฟ่นก็มาถึง คือช่วงที่หูตัวเองเริ่มหนวก เริ่มไม่ได้ยิน ถ้าจำไม่ผิด เป็นตั้งแต่ยังหนุ่มๆอยู่เลย ผมเคยลองคิดจินตนาการเล่นๆดู ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ทรมานมากๆ ลองคิดดูสิครับ คุณเป็นนักแต่งเพลง แต่คุณไม่ได้ยินเสียงเพลงที่คุณแต่ง ซึ่งคุณคิดว่ามันไพเราะมากๆ เล่ากันว่าเบโธ่เฟ่นต้อง เอาหูแนบเปียโน เพื่อที่จะให้ได้ยิน เสียงเปียโนที่เล่น ยิ่งไปกว่านั้น ครั้นหูเริ่มไม่ได้ยินมากขึ้นเรื่อยๆ เบโธ่เฟ่นก็เลื่อยขาเปียโนออก เพื่อที่จะได้ยินความสั่นสะเทือนของเสียง ลงสู่พื้นได้เร็วที่สุด และสะเทือนมาถึงตัวเองให้รับความรู้สึกของเสียง

พูดถึงตรงนี้แล้ว รู้สึกเศร้าใจแทนนักประพันธ์ผู้อาภัพของผมจริงๆ คิดไม่ถูกเลยว่าเบโธ่เฟ่นจะร้องไห้ทุกข์ทรมานเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปกี่ครั้ง

ที่บอกว่าหนักใจที่สุดของเบโธ่เฟ่น ก็เพราะ ตามที่ผมรู้มา พอช่วงผลงานลำดับที่ 50 เบโธ่เฟ่นหยุดแต่งเพลงไป 1 ปี สาเหตุตามที่เค๊าวิเคราะห์กัน คือว่า เบโธ่เฟ่นคิดจะฆ่าตัว ซึ่งผมเองก็ไม่แปลกใจกับการวิเคราะห์แบบนี้ ผมเคยคิดเล่นๆเหมือนกันว่า ถ้าเป็นตัวผมเอง ผมจะทำอย่างไรต่อไปดี ...แต่ดีที่ไม่ใช่ผม

ผมชอบฉากนึง ในหนังเรื่อง Immortal Beloved ที่ดำเนินเนื้อเรื่องเกี่ยวกับชีวิตรักของเบโธ่เฟ่น ฉากนั้นคือตอนที่เบโธ่เฟ่นเล่นเดี่ยวเปียโนกับวง บทเพลง เปียโนคอนแชร์โต้ หมายเลข 5 (Piano Concerto No.5 หรือ Emperor Concerto) ซึ่งทั้งเล่นเปียโนเองและกำกับวงด้วย ตอนแรกก็ไม่มีอะไรเบโธ่เฟ่นก็เล่นไป วงก็เล่นตาม สักพักวงก็เล่นไม่เข้ากันกับเปียโน นักดนตรีในวงส่ายหน้า เบโธ่เฟ่นก็หน้าแตก บอกให้วงเริ่มเล่นใหม่ การเริ่มเล่นใหม่คราวนี้ เสียงในฟิลม์ที่มีอยู่เดิม ค่อยๆเงียบหายไป สุดท้ายกลายเป็นเสียงเต้นของหัวใจเบโธ่เฟ่นแทน...





ผมเห็นภาพอันทรมานทางจิตใจ อย่างชัดเจน ของนักประพันธ์ท่านนี้เลยครับ

หลังจากที่เบโธ่เฟ่นใช้เวลาคิดอยู่ 1 ปีสำหรับเรื่องนี้ ผมลัพธ์ก็เป็นอย่างที่รู้ๆกันคือ”ไม่” ซึ่งเป็นคำถามให้ผมครุ่นคิดต่ออีกว่า เพราะด้วยเหตุผลอะไรที่เบโธ่เฟ่น ถึงเลิกคิดฆ่าตัวตายได้ ผมว่าเหตุผลนั้นต้องดีมากๆแน่ๆ หรือไม่ก็ง่ายดายจนคิดไม่ถึง แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม การกลับมาของเบโธ่เฟ่นครั้งใหม่นี้ เปลี่ยนไปเป็นคนละคน “หนักในเกมส์” ยิ่งกว่าเดิม ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลย ผลงานหลังจาก 1 ปีที่หายไป เป็นผลงานที่นอกเหนือจิตนาการที่นักประพันธ์สมัยเดียวกันนั้นจะคิดได้ ทั้งยังให้คนในสมัยนี้เก็บมาคิดด้วยว่า เบโธ่เฟ่นคิดได้อย่างไง บางเพลงไม่เป็นที่ยอมรับกันในสมัยที่เบโธ่เฟ่นยังมีชีวิตอยู่ แต่หลังจากที่ตายไปแล้วเพลงนั้นก็กลับมาดังแบบถาวรจนถึงทุกวันนี้

คอนดักเตอร์ และนักเปียโนชื่อก้องโลกอย่าง แดเนียล บาเรนบวม (Daniel Barenboim) กล่างถึงเบโธ่เฟ่นว่า “We must remember that the great composer like Beethoven were always far ahead of his time, in the way they imagined his music”

และคอนดักเตอร์ คนดังอย่าง เซอร์ โรเจอร์ นอริงตันท์ (Sir Roger Norrington) พูดไว้ว่า “His (Beethoven) feet were in the 18th century, even if his head was in the stars. … He almost seems to anticipate the breakdown of western music 100 years later”

หลายๆคนอาจจะงงว่า เป็นไปได้อย่างไง ตามความคิดของผมแล้วนะครับ เพลงก็ยังเป็นเพลง แต่สิ่งที่อยู่ในเพลงมันลึกไปกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ได้ยินเฉยๆ แต่มันมีอะไรมากกว่าที่ได้ยิน เวลาที่ผมตั้งใจฟังเพลงเบโธ่เฟ่น ในแต่ละช่วงความรู้สึกของชีวิตผม ผมไม่รู้สึกแบบเดียวกันกับที่เคยได้ยินครั้งแรก มันมีอะไรแฝงอยู่ข้างใน และค่อยๆออกมาเรื่อยๆเมื่อผมโตมากขึ้น ตามลำดับของชีวิต ให้ผมเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับ “ชีวิต” ซึ่งผมรู้สึกโชคดีที่รู้สึกแบบนั้น และนี้หละมั้งครับ เป็นมนต์เส่นห์ทำให้ผมหลงใหล “อย่างโงหัวไม่ขึ้น” เกี่ยวกับเพลงคลาสสิค

นักไวโอลินอัจฉริยะ เซอร์ ยีฮูดี้ มินนูฮิน (Sir Yehudi Munuhin) เคยพูดเกี่ยวกับเพลงเบโธ่เฟ่นเพลงนึง ซึ่งคือเพลง ไวโอลินโซนาต้า หมายเลย 10 (Violin Sonata No.10) ผลงานลำดับที่ 96 ไว้ว่า “The first twelve bars of the second movement is very human”

ผมไม่รู้ว่าจะรู้สึกแบบเดียวกับท่านเซอร์ ยีฮูดี้ มินนูฮิน หรือเปล่า แต่ผมพอจะรู้สึกถึงความเข้าใจในชีวิตของเบโธ่เฟ่นได้บ้าง ผมขอนอกเรื่องนิดนึง พอพูดถึง เซอร์ ยีฮูดี้ มินนูฮิน แล้ว (ตอนหลังท่านได้เป็น Lord) หลายๆท่านที่รู้จักผม จะเห็นผมชอบอ้างถึงนักไวโอลินคนนี้จังเลย มินนูฮิน เป็นอัจฉริยะเหมือนกัน มีเรื่องเล่ากันว่า (เรื่องจริง) ครั้งนึง อัลเบริต์ ไอสไตน์ (Albert Einstein) เคยไปนั่งฟัง เด็กชาย ยีฮูดี้ มินนูฮิน ตอนอายุ 13 ขวบ เล่นเพลง ไวโอลินคอนแชร์โต้ (Violin Concerto) ของเบโธ่เฟ่น คอนดักเตอร์โดย บลูโน่ วอลเตอร์ (Bruno Walter) กับวง เบอร์ลิน ฟิวฮาโมนิค (Berlin Philharmonic) หลังจากคอนเสริตจบ ไอสไตน์พูดว่า

“ผมเชื่อแล้วว่า เสียงจากพระเจ้ามีจริง”

ไม่รู้จะบรรยายย่อหน้าข้างบนอย่างไรดีเลยครับ ท่านผู้เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกอันนี้ ลองเก็บไปคิดดูหละกันครับ





ผลงานหลังจากที่เบโธ่เฟ่นหูหนวก เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมากๆครับ อาทิเช่น

เบโธ่เฟ่นชอบอยู่กับธรรมชาติครับ เบโธ่เฟ่นจะมีบ้านอยู่บ้านนอกชานกรุงเวียนนา ชอบไปพักในฤดูร้อน ชอบเดินไปใน ป่าดง พงไพร ทุ่งหญ้า กลับมาอีกทีตอนเย็น เป็นอย่างงี้ทั้งฤดูร้อน คนที่เห็น ก็คงหาว่าบ้ากระมั้งครับ เพราะเอาไม้เท้าโบกไปมาอยู่ในทุ่งโน้น หรืออะไรทำนองนั้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาเป็นบทเพลงอันนี้ที่แต่งเกี่ยวกับธรรมชาติที่ชื่อ ซิมโฟนี หมายเลข 6 หรือ พาสโทรอลซิมโฟนี (Symphony No.6 หรือ Pastoral Symphony) ซึ่งผมว่าเรียนแบบธรรมชาติได้เหมือนจริงๆ เพื่อนผมที่ผมพาไปฟังคอนเสริตเพลงนี้ที่ ซิมโฟนีฮอล (Symphony Hall) ในเมือง เบอร์มิ่งแฮม (Birmingham) ยังต้องสะดุ้งตื่นจากการหลับสบายๆ เพราะเสียงฟ้าผ่าจากบทเพลง พาสโทรอลซิมโฟนี ของเบโธ่เฟ่นอันนี้

อีกอันนึง ธรรมดาบทเพลง ดอนแชร์โต้ (Concerto) คือการนำเอาเครื่องดนตรี 1 หรือ 2 ชิ้น มาเดียวเล่นกับวงออเครสต้า แต่เบโธ่เฟ่นแต่งแบบใช้เครื่องดนตรี 3 เครื่องมาเล่นแบบ ทรีโอ (Trio) กับวง ถึงแม้ว่าสมัยโบราณจะมีหลายๆคนทำมาแล้วก็ตาม อย่างเช่น บ๊าค (Bach) และ โมสารต์ (Mozart) แต่ก็ไม่เด่นเท่าที่เบโธ่เฟ่นแต่งไว้อยู่ดี เพลงที่ว่าคือ ทริปเปินคอนแชร์โต้ (Triple Concerto)

และที่สุดของที่สุดอย่าง ซิมโฟนี หมายเลข 9 หรือ คลอรอลซิมโฟนี (Symphony No.9 หรือ Choral Symphony) ที่ใส่การร้องเพลงเข้าไปในท่อนสุดท้าย จากการที่เบโธ่เฟ่นประทับใจคำร้องของ เชอร์ชิล (Schiller) ที่กลายเป็นท่อนฮุกติดปากของใครหลายคน ที่รู้จักกันในเพลงประกอบโฆษณาของเบียร์มิดไวด้า

นี่เป็นแค่ตัวอย่างของการที่เรียกว่า “หนักในเกมส์” ของเบโธ่เฟ่น ยังไม่รวมไปถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกเยอะแยะมากมายสำหรับที่มาที่ไปของเพลงแต่ละเพลง ความรู้สึกของผมคือ หลังจากที่หูหนวกแล้ว เบโธ่เฟ่นไม่ค่อยจะใส่ใจในเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนักฟังเท่าใดนัก ประหนึ่งเบโธ่เฟ่นคิดว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสีนตำลึงทอง” ในอนาคตเพลงมันต้องเป็นแบบนี้แหละ

อย่างไรก็ดี เบโธ่เฟ่นไม่ใช่คนหัวดื้อซะทีเดียว เพลงไหนที่คิดว่าไม่ดีอย่างที่นักวิจารณ์ติไว้ ก็กลับมาดู แก้ไขในสิ่งที่เห็นว่าจริง แสดงให้เห็นว่ายังเป็นคนที่มีเหตุและผลอยู่เหมือนกัน

ทั้งชีวิต เบโธ่เฟ่นแต่งเพลงไว้แค่ร้อยกว่าผลงานเท่านั้น ถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับ โมสารต์ ที่มีถึง 626 ชิ้น ชูว์เบิตร์ (Schubert) มากกว่า 800 ชิ้น และ บ๊าคแต่งเป็นพันชิ้น อย่างไรก็ดีครับ มันมีข้อแตกต่างครับ งานทุกชิ้นของเบโธ่เฟ่นเป็นงานที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างละเอียดจากในหัวมาแล้วทั้งสิ้น ธรรมดาเพลงนึงใช้เวลาแต่งเป็นปี เพลงที่แต่งยาวสุด สงสัยจะเป็น ซิมโฟนี หมายเลข 9 เพราะแต่งเป็น 10 ปีทีเดียว

ก็ไม่น่าแปลกใจที่ยังมีคนศีกษาชีวิตของเบโธ่เฟ่นอยู่เรื่อยๆ คอนดักเตอร์หรือนักโซโล่ ที่จะเล่นเพลงของเบโธ่เฟ่น (จริงๆแล้ว ต้องกับนักประพันธ์ทุกท่านด้วย) ต้องทำการบ้านตรงนี้มาดีทีเดียว ผมคิดว่าการเล่นเพลงของเบโธ่เฟ่นให้ถึงข้างใน ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก นักดนตรีน้อยคนนักที่ได้รับการยกย่องว่าทำได้ เพราะถ้าไม่เข้าใจเบโธ่เฟ่นแล้ว ก็คงจะเล่นไม่ไพเราะ คือ ต่อให้เล่นถูกต้องตามโน้ตที่เขียนไว้ทุกอย่าง แต่ขาดมิติของเพลง อย่างที่ผมเคยกล่าวไปเกี่ยวกับนักเปียโน มิทซูโคะ ยูชิดะ (Mitsuko Uchida) ว่าเธอเล่นเพลงเปียโนของโมสาตร์เก่งมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เธอจะ”เข้าถึง”เพลงของเบโธ่เฟ่น ได้ดีเท่าที่เธอเลยเพลงของโมสารต์

ฟังดูเหมือนจะเรื่องมาก แต่มันเป็นที่สิ่งที่ผมกับน้อง (เท่านั้น) พิจารณา เพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟังเพลงของเบโธ่เฟ่นครับ

อย่างไรก็ดี การที่ผมได้ฟังเพลงของเบโธ่เฟ่น ทำให้ผมรู้ว่า แสงสว่างยังมีอยู่เสมอ เมื่อไรก็ตาม ที่ผมรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ มาฟังเพลงของเบโธ่เฟ่นแล้ว ผมคิดว่าผมเข้าใจสิ่งต่างๆมากขึ้นครับ (พูดเหมือนโอเวอร์ แต่เป็นเช่นนั้น) และหวังว่าโตขึ้นไปเรื่อยๆ จะเข้าใจยิ่งขึ้นไปอีกครับ

ไอสไตน์เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าตายไป เสียดายแค่อย่างเดียว คือ ที่ไม่ได้ฟังเพลงของโมสารต์อีก แต่สำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกมีบุญอย่างไงก็ไม่รู้ ที่ได้เกิดมา และฟังเพลงของเบโธ่เฟ่น

แน่นอนครับขณะที่ผมนั่งพิมพ์อยู่นี่ ผมก็กำลังฟังเพลงของเบโธ่เฟ่น คลอไปด้วยเช่นกัน

"If music can be explained into some words, we have no need to listen to it." - Myself



Tuesday, June 21, 2005

แบบว่า "โมสาร์ต" (Mozartian)




ครั้นจะเริ่มเขียนเข้าจริงๆ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มอย่างไงดีเหมือนกัน คิดอยู่นาน จนกระทั่งได้มีโอกาสไปชมคอนเสริตดีๆ จึงคิดได้ว่า เริ่มคอนเสริตที่ประทับใจเลยดีกว่า

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปฟังคอนเสริตดีๆคอนเสริตนึง ที่ผมคิดว่าเป็นสุดยอดอันนึงทีเดียว ตั้งแต่ ฮอลที่เล่น, คอนดักเตอร์, นักโซโล่, วงออเครสต้า, และเพลงที่บรรเลง

ไฮไลของคอนเสริตที่ผมไปชมคือ Mozart Piano Concerto No.20 คอนดักเตอร์โดย Sir Charles Mackerras เปียโนโดย Mitsuko Uchida กับวง Philharmonia Orchestra เล่นที่ Symphony Hall ใน Birmingham

ผมตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่จะดูคอนเสริตนี้มาตั้งแต่ต้นปี ใครเล่าจะไม่ตื่นเต้นบ้าง เมื่อมี Mozartian 2 คนมาเล่นเพลง Mozartให้ฟัง กับวงระดับโลกที่อัดแผ่น CD เป็นว่าเล่น และเล่นในฮอลที่ผมคิดว่าเสียงดีไม่แพ้ที่อื่นๆในโลกเลย (ฮอลนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่ จากแรงผลักดันของ Sir Simon Rattle อดีต Principle Conductor ของ City of Birmingham Symphony Orchestra) เป็นที่แน่นอน น้องผมกับผม ไม่รีรอที่เคลียร์งานที่มีอยู่ทั้งหมดให้ว่างในวันนั้น เผื่อที่จะไปดูคอนเสริตนี้ให้ได้

ต้องขอบคุณนโยบายของเมือง Birmingham เค๊าด้วยอย่างนึง คือ เค๊าค่อนข้างจะให้โอกาสกับนักศึกษามาก เพราะธรรมดาแล้ว การที่หาตั๋วคอนเสริตดีๆแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย และแถมแพงด้วย อย่างเช่น 3 ฮอลหลักในลอนดอน Royal Festival Hall, Royal Albert Hall, และ Barbican Hall ผมต้องจองตั๋วผ่านอินเตอร์เน็ตล่วงหน้า ตั๋วถูกสุด 6 ปอนด์ และนั่งไกลมากๆ (ไกลจริงๆ) ยิ่งจองช้าเท่าไหร ที่นั่งก็เหลือให้เลือกก็น้อยเท่านั้น

แต่ที่ Symphony Hall ใน Birmingham ถ้าเป็นนักศึกษาแล้ว ผมไม่ต้องจองตั๋วผ่านอินเตอร์เน็ตล่วงหน้าเลย ผมเพียงแค่ไปซื้อตั๋วก่อนการแสดงหนึ่งชั่วโมง โชว์บัตรนักศึกษาให้พนักงานดู และสามารถจะเลือกที่นั่งตรงไหนก็ได้ในฮอลที่ว่าง ที่แพงสุดก็ได้ ในราคาเพียง 3 ปอนด์เท่านั้น

ผมไม่แน่ใจว่า หลายๆคนจะเคยได้ยิน Mitsuko Uchida กับ Sir Charles Mackerras มาก่อนหรือเปล่า เพราะผมก็พึ่งมารู้จักทั้ง 2 ท่าน ตอนที่ผมมาอยู่ที่นี่เองครับ นิยสารเพลงคลาสสิคที่อังกฤษกล่าวถึงบ่อยมาก 2 ท่านนี้บ่อยมาก สำหรับ Sir Charles Mackerras ผมพอเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นที่นิยม ท่านเป็นคอนดักเตอร์ระดับโลก และเคยเป็น Principle Guest Conductor ที่ Royal Liverpool Philharmonic อยู่นาน ท่านอัด Beethoven Symphonies กับ Royal Liverpool Philharmonic ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่นิตยสาร Deutsche Grammophon วิจารณ์ว่าเล่น Beethoven Symphonies ได้ดีมากๆ

เท่าที่เคยอ่านผ่านตามา ทำให้รู้ว่าท่าน Sir Charles Mackerras เป็นคนที่เล่นเพลงของยุค Classical กับ ยุด Romantic ได้ดีมากๆ โดยเฉพาะเพลงของ Mozart จึงได้ชื่อว่าเป็น Mozartian คนนึงแห่งยุค อย่างไรก็ดี ผมไม่ค่อยเชื่อใครง่ายๆ เลยไปหาซื้อมาฟังกับหูตัวเองว่าจริงหรือเปล่า แผ่นที่ซื้อมาคือ Beethoven Symphony No.9 ที่เล่นกับ Royal Liverpool Philharmonic (จริงๆจะซื้อไปฝากเพื่อน แต่แอบฟังก่อน) ถึงแม้เครื่องเสียงผมจะไม่ดีอะไรมากมาย แต่ก็รู้สึกได้ว่า ท่านเล่น Beethoven Symphony No.9 ในสไตล์ของ Mozart ผมไม่ค่อยประทับใจแผ่นนี้เท่าไหร อย่างไรก็ดี ทำให้ผมพอเข้าใจว่าทำไมท่านถึงเป็น Mozartian ฉะนั้นถ้าคราวหน้า ถ้าท่านใดเห็น CD ของ Sir Charles Mackerras เล่นเพลงของ Mozart ซื้อได้เลยครับ ไม่ต้องลังเล

ส่วน Mitsuko Uchida เป็นนักเปียโนสาวชาวญี่ปุ่น โตที่ Vienna ดินแดนแห่งดนตรี นิตยสารที่อังกฤษมักจะสัมภาษณ์เธอบ่อยๆ และเอารูปเธอมาลงด้วย อย่างนึงที่ผมสักเกตเห็นคือ เธอดูเอ๋อๆ เหมือนเด็กๆ ผมไม่ได้อ่านประวัติของเธออย่างละเอียด แต่ด้วยลักษณะท่าทางของเธอที่ผมเห็นจากนิตยสารและบทสัมภาษณ์ ผมคิดว่าเธอต้องเล่นเพลงของ Mozart ได้เป็นอย่างดีและเข้าใจถึงแก่นแท้ของ Mozart ได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน ผมเคยฟัง Demo เพลง Piano Concerto No.4 ของ Beethoven ที่เธอเล่น เธอเล่นค่อนข้างเร็ว ออกจะเป็นสไตล์ Mozart ซะมากกว่า

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด คอนเสริตนี้ จึงเป็นคอนเสริตในความฝันผมเลยทีเดียว

กลับมาที่คอนเสริต

ผมได้นั่งห่างจากเวที ๕-๖ แถวได้ และได้นั่งตรงกลาง และเยื้องมาทางซ้ายนิดนึง ถึงแม้ว่าที่นั่งที่เสียงดีที่สุดจะอยู่ตรงกลางฮอลก็ตาม แต่ผมอยากเห็นท่าทางของ Sir Charles Mackerras และการแสดง ”การเข้าถึง” ของเพลงจาก Mitsuko Uchida อย่างชัดเจน รวมทั้งอยากเห็นมือที่รัวอยู่บนเปียโนด้วย

เพลงแรกที่บรรเลงคือ Adagio & Fugue K546 ผมไม่เคยฟังเพลงนี้มาก่อนเลย ฟังแล้วเคลิ้ม (แสดงว่าเล่นเนียนใช้ได้) น้องผมบอกว่าเล่นดี สมกับเป็น Mozartian

หลังจากหมด อาหารเรียกน้ำย่อยแล้ว อาหารจานหลักก็มา วง Philharmonia Orchestra มีการออการ์ไนซ์งานได้ดีทีเดียว เพราะใช้เวลาไม่นาน เปียโนยอดนิยม Steinway & Sons ก็มาตั้งอยู่ข้างหน้าผมแล้ว

ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้เห็น Mitsuko Uchida ตัวเป็นๆ

อึดใจต่อมาผมก็ได้เห็นเธอ Mitsuko Uchida ตัวเล็กๆ ผอมมากๆ ผมคิดว่าเธอแห้งเลยหละ ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก หลังจากที่เธอปรับเก้าอี้เล็กน้อย วงก็เริ่มเล่นเลย ที่ๆผมนั่งสามารถที่จะเห็นทุกอิริยาบถของเธอได้อย่างชัดเจน

ธรรมดาแล้วผมจะไม่ชอบเพลงที่ Mozart ที่แต่งเป็นแบบ Minor สักเท่าไหร เพราะผมรู้สึกไม่น่าฟัง เมื่อเทียบกับเพลงที่แต่งเป็น Major แต่เพลงนี้ Piano Concerto No.20 in D Minor เป็นหนึ่งในไม่กี่เพลงที่ผมยกเว้น น้องผมบอกว่าเพลงนี้เหมือน Symphony No. 25 ของ Mozart คือตอนขึ้นต้นของเพลงจะคล้ายๆกัน Symphony No. 25 จะออกดุดัน รุนแรง แต่ Piano Concerto No.20 นี้จะเบาก่อนแล้วค่อยดัง อารมณ์เพลงก็จะคล้ายๆกัน แต่ Piano Concerto No.20 จะแสดงความเป็นผู้ใหญ่ของ Mozart ออกมาเยอะกว่า ผมจำได้ว่าเพลงนี้ก็เป็นเพลงเดียวกับที่ Kissin เล่นเปิดตัวครั้งแรกด้วย เมื่อตอนอายุ ๑๐ ขวบ ที่รัสเซีย

ก่อนที่เปียโนจะเข้า Mitsuko Uchida จะนั่งกอดออกไปเรื่อยๆ จากการที่เพลงเริ่มจากเบาไปดัง เธอค่อยๆใส่อารมณ์ของเธอไปตามความดังของเสียงดนตรี จนถึงตอนที่ทั้งวงเข้า หัวเธอนี่สั่นเลย ไม่ใช่แค่ผงกหัวธรรมดาเหมือนนักเปียโนคนอื่นที่ผมเคยเห็นทั่วไป น้องผมบอกว่าเหมือน ”เจ้าเข้า” อย่างไงอย่างงั้น สักพักมือเธอเริ่มไม่อยู่กับที่ มือเริ่มเปลี่ยนมาจับเก้าอี้บ้าง นิ้วเริ่มกระดิก หงายมือว่ายไปมา ตัวเริ่มเอี้ยวไปมาตามจังหวะเพลง จนต้องเอามือรวบผม เพื่อเรียกสติกลับคืน แล้วกลับมานั่งกอดอกเหมือนเดิม

ผมลืมบอกไปอย่าง เธอปล่อยผมตามธรรมชาติ ผมของเธอจะค่อนข้างยุ่ง ไม่รู้ว่าเลียนแบบ Beethoven หรือเปล่า

เมื่อเห็นลักษณะท่าทางเธอแบบนั้นแล้ว ทำให้ผมนึกถึง Vladimir Horowitz ผมเคยดู DVD แผ่นที่ Horowitz ซ้อม Piano Concerto No.23 กับ Carlo Maria Giulini ผมดูแล้วรู้สึกว่า Horowitz เหมือนเด็กมากๆ เพราะจะยกมือตามจังหวะของเพลง บางครั้งก็เหมือนจะเป็น Conductor ซะเอง

การแสดงอารมณ์อย่างเต็มที่ของทั้ง 2 นักเปียโนนี้ ผมว่าดีนะครับ เพราะนักโซโล่สามารถที่จะแสดง “การเข้าถึง” ดนตรีได้อย่างเต็มที่ เสรี คิดอย่างไง ก็ใส่ให้มันเต็มที่อย่างงั้น ยิ่งเป็นคนที่เข้าถึงเพลงแบบนี้ด้วยแล้ว เพลงก็ยิ่งมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้า Conductor ให้ความเป็นอิสระด้วยแล้ว ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ไม่ได้ตีกรอบให้นักโซโล่มากเกินไป ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้ Sir Charles Mackerras ทำได้ดีด้วยเช่นกัน

ใกล้ถึงช่วงที่เปียโนจะเข้ามากเท่าไหร ผมยิ่งขนลุกมากเท่านั้น ตื่นเต้นมากๆ ถึงแม้ผมจะเคยฟังเพลงมาหลายสิบรอบแล้วก็ตาม ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ดี เธอเล่นได้ดีมาก เปียโนเล่นได้สอดคล้องกับวงได้อย่างดีมาก ช่วงไล่ Scale ไปมาในแต่ละช่วงเพลง จะมีเสียงสูดหายใจแรงๆของเธอเป็นจังหวะๆ ซึ่งก็แปลกดี แต่รู้สึกได้เลยว่าเธอใส่ใจในทุกตัวโน๊ตที่เล่นไป ท่าทางการเล่น เหมือนเต้นรำอยู่หน้าเปียโน หน้าของเธอโดยเฉพาะปาก สามารถบอกอารมณ์ที่กำลังอินอยู่ได้เป็นอย่างดีทีเดียว เธอใช้ Cadenza ที่แต่งโดย Beethoven แน่นอนเธอเล่นได้ดีมากๆด้วย

ตอนแรกผมคิดว่าเธอต้องเล่นเร็วแน่เลย อย่างที่บอกไป เธอเล่น Beethoven Piano Concerto No.4 เร็วมาก ซึ่งการที่เล่นเร็วเกิน อาจจะทำให้เสียอรรถรส แต่เพลง Mozart Piano Concerto No.20 ที่เล่นในวันนั้น จังหวะที่เธอเล่นกำลังดี ไม่ช้าหรือเร็วกว่าที่ผมคาดการไว้ ทำให้ผมรู้สึกอิ่มเอิบไปกับเพลง

เนื่องด้วยเพลงนี้เป็นเพลงในคอร์ด Minor หน้าเธอจึงค่อนข้างจะเครียสมากกว่ายิ้ม แต่ในท่อนที่สอง ช่วงแรกกับท้ายของท่อนของเพลง จะออกเป็น Major ซึ่งผมสามารถจะเห็นเธอยิ้มแบบเด็กๆได้ และมีความสุขไปพร้อมกับมือที่รัวไปบนเปียโน ผมสามารถจินตนาการ เห็นภาพคราวๆของ Mozart ตอนเล่นเปียโนได้เลย ตอนกลางๆเพลงที่เป็น Minor หน้าเธอเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

ตอนจบท่อนสอง เธอค่อยๆยกมือออกขึ้นอย่างช้าๆ แต่ไม่ทันจะถอนหายใจหมด เธอก็กระแทกมือลงบนเปียโนเพื่อเข้าท่อน ๓ เลย อย่างซะใจ ก็เป็นที่น่าตกใจเหมือนกัน เพราะเสียงไอจากคนดูยังไม่จางหายเลย ท่อนที่สามนี่ เธอดูเหมือนกำลังเต้นอยู่ตลอดเวลา บางช่วงเหมือนจะกระโดดด้วยซ้ำ

ผมมีแผ่น Murray Perahia เล่นเพลงนี้เช่นกัน ซึ่งเป็นแผ่นที่ Deutsche Grammophon ให้ 3 ดาว นั่นหมายถึงว่าเล่นดีมากๆ จากการที่ผมได้ฟัง Mitsuko Uchida เล่น ผมไม่รู้สึกแตกต่างของ 2 นักเปียโนนี้เลย ความรู้สึกที่ได้รับนั้นเหมือนกัน อย่างไรก็ดี ต้องยกเครดิตให้ Murray Perahia หน่อย เพราะทั้งเล่นเปียโนเองและกำกับวงเอง

และแล้วเพลงก็จบลง แน่นอนเสียงตรบมือดังมาก Sir Charles Mackerras และ Mitsuko Uchida เดินเข้าออกหลายรอบแต่น่าเสียดายที่ไม่มีเพลงแถมจากเธอ นี่เป็นความสุขอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้มาฟังดนตรีสด ผมกับน้องประทับใจมากๆ เสียงสดๆ, เสียงที่ได้ยินมากกว่าใน CD, ท่าทางการแสดงของนักดนตรี, และ บรรยากาศสดๆ ผมว่าสิ่งเหล่านี้หาไม่ได้ตาม CD ทั่วไป ถึงแม้จะมี DVD ที่มีทั้งภาพและเสียงออกมาก็ตามเถอะ ความรับรู้ของบรรยากาศจริงๆ ก็ย่อมต่างกันอยู่ดี



ไม่เสียดายเงิน 3 ปอนด์เลย แพงกว่านี้ 10 เท่าก็ยังว่าคุ้มเลย

รายการหลังเป็น Elgar Symphony No.2 น้องผมกับผมเห็นพ้องต้องกันว่า กลับดีกว่า ให้ความรู้สึกดีๆที่ประทับใจในบทเพลงของ Mozart ติดไปดีกว่า อีกเหตุผลนึงคือ พวกผมยังไม่เคยฟัง Elgar Symphony No.2 ด้วย ฟังไปก็คงไม่เข้าใจ อดอัดเปล่าๆ เพราะเพลงนี้เล่นตั้ง 50 กว่านาที

ถ้าได้มาดูคอนเสริตที่อังกฤษ ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ที่จะเห็นรายการคอนเสริต มีเพลงของ Sir Edward Elgar กับ Vaughan Williams บ่อย เพราะผมคิดว่าคนที่นี่เป็นพวกชาตินิยม ก็อย่างว่าแหละ บ้านเราเมืองเรา มีของดี ก็อยากจะโชว์เป็นธรรมดา ขนาดด้านหลังแบงค์ 20 ปอนด์ของที่นี่ยังเป็นรปู Sir Edward Elgar เลย

ขากลับ ผมและน้องนั่งรถไฟกลับบ้าน พร้อมทั้งฮัมเพลง Mozart Piano Concerto No.20 อย่างมีความสุขตลอดทาง

Friday, June 10, 2005

บทโหมโรง (Overture)

ผมรู้สึกเห็นด้วยทันที ที่อยากจะมี Blog เป็นของตัวเอง หลังจากเพื่อนที่แสนดี ผู้อยู่ห่างไกลจากผมกว่าครึ่งโลก ได้แนะนำและเร่งเร้าให้ผมเขียนอะไรสักอย่างใน ”โลกแบน” แห่งนี้

แต่ผมก็บอกไปด้วยความซื่อว่า ไม่รู้จะเขียนอะไรดี เพราะไม่ใช่คนเขียนเก่ง และไม่ชอบพิมพ์อะไรยาวๆโดยที่ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็น ไดอารี่ประจำวัน เรื่องต่างๆที่ได้ไปประสพพบเจอ หรืออะไรทำนองนั้น อย่างไรก็ดี แต่ก็ยังคงความสนใจที่จะเขียนอยู่

ผมจำเรื่องๆหนึ่ง ที่เพื่อนผมคนนี้เคยเขียนไว้ใน manager.co.th ได้ เกี่ยวกับเรื่อง “นิช” (Niche) ทันทีที่คิดได้ ในหัวผมก็เกิดประกายขึ้นมาว่า ถ้าอย่างงั้นแล้ว เราก็น่าจะเขียนเรื่องที่เราสนใจ อย่างที่เรียกว่า “แบบโงหัวไม่ขึ้น” มาลงไว้ใน Blog แห่งนี้ เพื่อนำ ความรู้ (Knowledge), ประสบการณ์ (Experience), และ การรู้โดยความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองในใจ (Intuition) ที่ผมสั่งสมมาตั้งแต่วัยรุ่นตอนต้น มาให้คนที่ผ่านไปมาใน ”โลกแบน” แห่งนี้ หรือคนที่เป็น “นิช” ประเภทเดียวกัน ได้เข้ามา อ่าน แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน และโอนถ่ายความรู้ ระหว่างกัน ซึ่งกระบวนการนี้จะเข้ากับคอนเซ็บต์ของ Blog อย่างแท้จริง (Write + Review + Share + Question = Blog)

เรื่องที่ผมสนใจอย่างมากๆ คือเรื่อง “ดนตรีคลาสสิค” ...หลายคนอาจจะมองว่าแก่ หัวโบราณ น่าเบื่อ แต่ในความคิดผมแล้ว ตรงกันข้ามกับสิ่งที่กล่าวไปทั้งหมด เพราะมันเป็นสุดยอดของศิลปะที่ผมได้เคยสัมผัส

Blog อันนี้ ไม่ใช่ Blog เชิงวิชาการ แต่ Blog อันนี้ เป็นกระจกสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในของเด็กคนหนึ่ง ต่อสิ่งที่เค๊าประทับใจมากๆ เท่านั้น ฉะนั้นสิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปจากนี้ ผมอาจจะไม่ได้ทำการบ้าน(หาข้อมลู)มาเพียงพอ แต่ผมจะนำข้อมลูเท่าที่ผมมีอยู่ มาบวกกับ “ประสบการณ์” และ “การรู้โดยความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองในใจ” มาถ่ายทอดลงใน Blog แห่งนี้ เพราะถ้าผมเพียงนำข้อมลูธรรมดาที่หาอ่านได้ทั่วไปได้มาลงใน Blog เฉยๆแล้ว ผมคงแค่บอกชื่อหนังสือ ให้ท่านที่สนใจไปหาอ่านกัน ก็น่าจะดีกว่าที่ต้องมาเสียเวลานั่งพิมพ์เป็นไหนๆ

ผมไม่ได้เป็นนักดนตรี แค่เคยเล่นสมัยตอนอยู่โรงเรียนประจำ แต่ผมเป็น "นักฟังดนตรี" โดยสัญชาตญาณ อย่างไรก็ดี ก็ต้องออกตัวก่อนว่า ผมยังเป็นนักฟังมือสมัครเล่นนะครับ ยังมีอีกร้อยแปดพันเรื่องของดนตรีคลาสสิค ที่ี่ผมต้องแสวงหาต่อไป และแน่นอนครับ ทุกความคิดเห็น และทุกคำชี้แนะ นั้นมีคุณค่าต่อผมมาก ผมขอขอบคุณล่วงหน้าด้วยครับ

"If music can be explained into some words, we have no need to listen to it." - Myself

๕๕๕

ปล. ที่สำคัญ ขอบใจ มึง กระท่อก

Tuesday, June 07, 2005

Unforgetable Quotes

"Music is a higher revelation than all wisdom and philosophy. Moreover, music is mediator between spiritual and sensual life." - Ludwig Van Beethoven (1770 - 1827)

"People make a mistake who think my art has come easily to me. Nobody has devoted so much time and thought to composition as I. There is not a famous master whose music I have not studied over and over." Wolfgang Amadeus Mozart (1756-1791)

"If a composer could say what he had to say in words, he would not bother trying to say it in music." - Gustav Mahler (1860 - 1911)