ความแตกต่างที่เหมือนกัน (The Similarities in the Differences)
ช่วงนี้เพื่อนๆผมทำซุปกันน้อยลง หลายคนอ้างว่าไม่มีวัตถุดิบที่จะปรุง ก็ไม่ว่ากัน เพราะซุปที่ดี ก็ควรจะกลั่นมาจากใจ ทำให้ต้องใช้เวลากันหน่อย ก็รอกันได้ อย่างผมเป็นต้น
แต่ช่วงที่ผ่านมาก็เห็นพ่อครัวหน้าใหม่อีก 2 คน คือ ผู้หมวดเที่ยง กับ กัปตันจ้อน (จริงๆแล้วอาจจะหน้าเก่า แต่ใหม่สำหรับผม) เพื่อนผม 2 คนนี้เก่งทั้งคู่ ทั้งเรื่องเรียนหนังสือ (ตั้งแต่สมัยอยู่ที่วิชิราวุธแล้ว ผู้หมวดเที่ยง เคยได้เกรดเฉลี่ย 4.00 สำหรับผมแล้ว ลืมไปได้เลยสำหรับเกรดแบบนั้น ส่วน กัปตันจ้อน ก็อยู่ห้องเก่งสุดมาตลอด) และทั้งงานเขียน
ดีครับ มีพ่อครัวหน้าใหม่ๆ มาทำซุปแล้ว ส่วนพ่อครัวเก่า ก็ต้องใจทำกันต่อไปครับ อย่ายอมแพ้กันนะครับ
เรื่องที่ผมจะเล่าคราวนี้ ก็ยังเป็นเรื่องดนตรีอีกเช่นเคย คราวนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทยทุกคน
อาจจะด้วยเป็นคนที่ไม่ค่อยอัพเดทอะไรมากมาย บวกกับความบังเอิญของเพื่อนผม ทำให้ผมพึ่งมีโอกาสดูหนังไทยคุณภาพเรื่อง “โหมโรง” (The Overture) เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เองครับ

อย่างที่รู้กัน หนังเรื่องนี้เข้าโรงมาเป็นปีแล้ว ดังมากด้วย แต่ผมไม่ได้มีโอกาสไปดู โชคดีนะครับ ที่เพื่อนผม ขบเหลี่ยม คนที่อยู่เชฟฟิวด์ (Sheffield) ฝากเพื่อนที่เมืองไทยเอามาให้ โดยฝากไว้ที่ผมก่อน ว่างๆจะมารับไป จนบัดนี้ก็เป็นเดือนแล้ว ขบเหลี่ยม ก็ยังไม่มารับของสักที ก็เลยถือวิสาสะ ดูว่าของมีอะไรบ้าง
หนังเต็มเลยครับ เพราะเพื่อนผมคนนี้เรียนเกี่ยวกับหนัง เลยต้องดูหนังเยอะ
อยากดูหนังไทย คิดถึงเมืองไทย เลยโทรไปขออนุญาตเพื่อนคนนั้น เกาะกล่องเปิดดู
รู้สึกประทับใจมากๆเลยครับ รู้สึกดีที่ได้ดูหนังแบบนี้ “โหมโรง” ใครที่ยังไม่เคยดู ก็ลองไปหามาดูครับ (สงสัยคงมีแต่ผมคนเดียว) จะให้รู้สึกรักและหวงแหนดนตรีไทยและความเป็นไทยมากขึ้นแน่นอนครับ
อย่างไรก็ดี ผมว่าทุกท่านส่วนใหญ่คงดูกันแล้ว ผมคงจะไม่เล่าส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องละกันครับ แต่จะบรรยายเกร็ดความรู้ที่ผมพอจะมีอยู่ระหว่างความเหมือนระหว่างดนตรีตะวันตกกับดนตรีไทยแทนละกันครับ
อันดับแรกก่อนที่จะโยงไปถึงเรื่องดนตรี ผมรู้สึกใกล้ชิดกับหนังเรื่องนี้มากๆ คือ หนังเรื่องนี้นำโครงเรื่องมาจากเรื่องจริงของ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึ่งมีอาจารย์ผมสมัยอยู่ที่วิชราวุธท่านนึง ท่านเคยเป็นคอนดักเตอร์ประจำวงของโรงเรียน คือ คุณอา วิษณุเทพ ศิลปบรรเลง ซึ่งท่านพึ่งเสียไปไม่นานนี้ น่าจะมีความสัมพันธ์ กับหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ยิ่งไปกว่านั้น เด็กเวร (เด็กรับใช้) ของผมและเพื่อนอีก 2 คน (กระสาบและกระท่อก) สมัยที่อยู่ ม. 6 ที่วิชราวุธ ชื่อ ศรเทพฤทธิ์ ศิลปบรรเลง ก็น่าจะมีความสัมพันธ์กับท่านหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ด้วยเช่นกัน ทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวด้วย

ขอเริ่มตั้งแต่ตอนที่ ท่านหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ยังเป็นเด็กตอนอายุ 5 ขวบเลยหละกันครับ ฉากที่เด็กชาย ศร ตอน 5 ขวบหลงตามผีเสื้อ เข้าไปในห้องดนตรี แล้วเจอระนาดวางอยู่ เลยตีเล่นเป็นเพลง จนพ่อต้องหยุดยืนฟัง
ผมคิดว่าก็เหมือนกับ นักดนตรีในตะวันตกอัจฉริยะคนอื่นๆ ที่เล่นดนตรีได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กไม่รู้ความ ผมขอไม่เล่าเรื่องโมสาตร์ (Mozart) หละกันครับ เพราะหลายๆท่านน่าจะพอรู้มาบ้างแล้ว แต่ขอเล่าเรื่องนักเปียโนที่ชื่อว่า คิสซิน (Kissin) แทนหละกันครับ
คิสซิน ถือว่าเป็นอัจฉริยะโดยกำเนิด ที่เค๊าเรียกกันว่าพรสวรรค์ที่ติดตัวมา เพราะอายุ เพียง 11 เดือนสามารถจะออกเสียงตามเพลงที่พี่สาวเค๊าร้องได้ พออายุ 2 ขวบ สามารถที่จะดีดเปียโนตามเสียงที่ได้ยินจากเพลงได้ พอ 6 ขวบเข้าโรงเรียนอัฉริยะที่ รัสเซีย และเริ่มเป็นนักดนตรีมืออาชีพ ตอนอายุเพียงสิบกว่าขวบเท่านั้น พูดได้ว่าเกิดมาเพื่อเล่นเปียโนอย่างเดียวจริงๆ และเก่งมากๆด้วย
และก็มีอีกหลายคน ที่มีลักษณะแบบนี้ ฉายแววเป็นนักดนตรีตั้งแต่เป็นเด็กๆ อย่างไรก็ดี ก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเกิดมาไม่ได้มีพรสวรรค์แบบนี้ ไม่สามารถที่จะทำงานด้านดนตรีหรือศิลปะด้านอื่นได้นะครับ อย่างเช่น เปโธเฟ่น (Beethoven) ก็ไม่ได้เก่งมาตั้งแต่เกิด ต้องซ้อมเปียโนทุกวัน โยโย่ มา (Yo-Yo Ma) นักเชลโล่คนเก่ง ก็ต้องท่องโน้ตตั้งแต่ 4 ขวบเพื่อที่จะเล่นเชลโล่ตอนอายุ 6 ขวบ ฉะนั้นอย่าท้อครับ ความอุตสาหะยังก่อให้เกิดความสำเร็จเสมอครับ
แต่มีบางเรื่องที่เราต้องยอมรับอย่างนึงครับ ว่ามันเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้มาจริงๆ อย่างในหนัง ฉากที่พระเอกผูกผ้าปิดตาทายโน้ตที่คนอื่นตีบนระนาด ว่าอยู่ลูกที่เท่าไหร
การที่สามารถจะทายถูกได้โดยที่รู้โดยสัญชาตญาตเลย ฝรั่งเค๊าเรียกว่า เฟอร์เฟ็กพิช (Perfect Pitch) ผมขอเรียกว่า มี”หูทิพย์” หละกันครับ นักประพันธ์เพลงคลาสสิค ผมเชื่อว่า มีหูทิพย์ ทุกคนครับ ยิ่งถ้าเป็นคอนดักเตอร์ (Conductor) ด้วยแล้ว เป็นเรื่องแรกๆที่ต้องมีเลยครับ เพราะไม่งั้นแล้วเสียงที่ไม่ถูกต้องเล็ดลอดออกมา จะทำให้เพลงไม่ไพเราะอย่างแรงครับ นักโซโล่ก็ต้องมีด้วยเหมือนกันครับ
ฉะนั้นการที่คนตีระนาดสองลูกพร้อมกัน และพระเอกสามารถบอกได้ว่าลูกไหนบ้าง ก็ไม่เป็นเรื่องที่เกินความสามารถเท่าไหรครับ มีเรื่องเล่ากันว่า นักประพันธ์และคอนดักเตอร์ชื่อดังอย่าง ปิแอร์ โบเลซ (Pierre Boulez) เป็นที่นับถือในเรื่อง หูทิพย์ ที่สุดคนนึงในบรรดานักดนตรีสมัยนี้ คือสามารถที่จะบอกว่าเสียงประสานจากเครื่องดนตรี 80 ชิ้นที่อยู่ในวง เครื่องไหนที่เล่นเพี้ยน
อย่างไรก็ดีครับ เรื่อง หูทิพย์ นี้ ก็ยังพอฝึกกันได้บ้าง นักดนตรีหลายคนที่ไม่ได้มีหูทิพย์มาตั้งแต่กำเนิด ก็ยังพอสามารถที่จะฟังโน้ตดนตรีออกได้ โดยการฝึกฟังเสียงที่ถูกต้องเป็นประจำ และการเล่นเปียโน จะยิ่งช่วยให้ฟังเก่งมากขึ้น แต่อย่าท้อหละกันครับ เพราะคิดดูครับ เบโธเฟ่น หูหนวกยังเล่นดนตรี และแต่งเพลงดีๆได้เลยครับ

เรื่องเสียงดนตรีทุกประเภทที่เป็นผลิตผลจากธรรมชาตินั้นผมชอบอยู่แล้วครับ แต่ในความคิดผม ระนาด หรือเครื่องดนตรีไทยอื่นๆ ไม่น่าพิสมัย ที่ไม่น่าพิสมัยในที่นี่คือ หลักการทำดนตรีน่าจะตายตัว ไม่น่าจะมีเทคนิคอะไรมากมานนัก
แต่หลังจากได้ดูแล้ว ทำให้รู้ว่า มันยังดิ้นได้ไปเรื่อยๆ เหมือนพวกเปียโนหรือไวโอลิน
ที่ผมกล้าบอก ก็เพราะฉากนึงในหนังที่พระเอกสามารถที่คิดการเล่นระนาดแบบสะบับ ซึ่งเรียกว่าเป็นเรื่องใหม่ในสมัยนั้น ไม่ได้รับความนิยม แม้แต่ผู้ที่เล่นดนตรีไทยกันเองยังหาว่าเล่นอะไรแปลกๆ
ผมรู้สึกว่าการเล่นแบบสะบับบนระนาดนั้น คล้ายกับเพลงของ บ๊าค (Bach) เอามากๆ เหมือนเพลง โซนาต้า และ ปาตีต้า สำหรับ ไวโอลิน (Sonata and Partita for Violin) และคล้ายกับเพลง เชลโลสวีดส์ (Cello Suites) รวมไปถึงเพลง เวล-เท็มเพอร์ สำหรับเปียโน (Well-Tempered Clavier) เพลงพวกนี้ของบ๊าค บางเพลงที่กล่าวก็ไม่ได้เป็นทีนิยมในสมัยนั้น เช่น โซนาต้า และ ปาตีต้า สำหรับ ไวโอลิน ในสมัยที่บ๊าคยังมีชีวิต ไม่มีการเล่นเพลงนี้ จนกระทั่ง เกือบร้อยปีให้หลัง เม็นเดลโซน (Mendelssohn) นักประพันธ์เชื้อสายยิวชาวเยอรมันผู้ร่ำรวย ได้ไปเห็นพ่อค้าขายหมูในตลาดใช้โน้ตที่บ๊าคเขียนโน๊ตเพลง โซนาต้า และ ปาตีต้า ไว้สำหรับห่อหมูให้ลูกค้า จึงขอกระดาษเหล่านั้น ทำรู้ภายหลังว่าบ๊าคก็ได้แต่งเพลงนั้นไว้ด้วย และได้รับความนิยมแพร่หลายในเวลาต่อมา
โซนาต้า และ ปาตีต้า นี้เป็นเพลงที่เล่นยากมากๆ (น้องผมบอกอีกนึง) ใครเล่นได้ครบและเล่นได้สะอาด (ทั้งหมดมีความยาวเท่ากับ ซีดี 2 แผ่น) ถือว่าเก่งมากๆ แทบจะเล่นเพลงอื่นๆทั้งหมดในโลกได้เลย
ผมคิดว่าอันนี้เป็นข้อเหมือนที่เกิดขึ้นระหว่างระนาดกับดนตรียุโรป แต่แตกต่างกันในเรื่องเวลาและสถานที่ ส่วนเรื่องการเป็นที่ยอมรับของสังคม ก็เหมือนกัน อะไรที่เค๊าเรียกว่า ”ความคิดแปลกใหม่” ย่อมต้องใช้เวลา ผมเชื่อว่าจริงๆแล้ว บ๊าคน่าจะเคยเอา โซนาต้า และ ปาตีต้า สำหรับ ไวโอลินนี้ออกมาเล่นบ้าง แต่ก็คงไม่เป็นที่ยอมรับ เลยเก็บไป ลูกหลานก็ลืม เพราะหลายชั่วอายุคน โชคดีที่สวรรคยังมีตา เพลงอันมีคุณค่าก็เลยตกถึงหูคนในยุดต่อมา เค๊าว่ากันว่าเพลง โซนาต้า และ ปาตีต้า เป็นเพลงของโลกอนาคต ไม่เหมาะในยุคสมัยบ๊าค ซึ่งก็เป็นความจริง

อีกเรื่องคือการแต่งเพลงที่มาจากแรงบันดาลใจที่โกรธแต่พูดไม่ได้ เช่นเพลง แสนคำนึง ที่ท่านหลวงประดิษฐ์ไพเราะแต่ง เพราะคับแค้นใจ ผู้นำในสมัยนั้นที่สร้างข้อกำหนดกฎเกณฑ์ สำหรับการเล่นดนตรีไทย ซึ่งก็คล้ายคลึงกับ เหตุผลที่ ช็อสตาโควิช (Shostakovich) นักประพันธ์ชาวรัสเซียที่แต่งเพลง”ด่า”ผู้นำในสมัยนั้น ผมไม่แน่ใจว่าใครคือผู้นำในตอนนั้น ว่ากันว่า โน๊ตที่อยู่ในเพลงนั้นถ้าทอดมาเป็นตัวอักษรแล้ว จะกลายเป็นคำด่าทันที
ผมละนับถือท่านช็อสตาโควิชจริงๆ ไม่รู้ว่าคิดได้ไง
ในตัวเพลงแสนคำนึงนั้น ผมเกิดความรู้สึก”เหมือน”อีกอย่างครับ คือเพลงแสนคำนึงที่ผมฟังจากในหนังนั้น ทำให้ผมนึกถึงการแต่งเพลงแบบ วารีเอชั่น (Variation) ผมไม่รู้ว่าในทางดนตรีแล้วภาษาไทย เค๊าแปลว่าอะไร ความหมายโดนรวมแบบง่ายๆอย่างคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องดนตรีอย่างผม ก็คือ ใช้โน้ตหลักตัวเดิมอยู่แต่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนสไตล์เพลงไปเรื่อยๆ อย่างในเพลงแสนคำนึงนั้น เริ่มแบบดุดันเหมือนโกรธๆ แต่จบด้วยความอิ่มเอิบใจ
พอฟังจบปุ๊บทำให้ผมคิดถึงเพลงๆนึงจากหนัง ก็คือเพลงจากหนังเรื่องเดอะเปียนีส (The Pianist) ตอนที่พระเอกซึ่งเป็นคนยิวต้องเล่นเปียโนต่อหน้าทหารเยอรมัน ซึ่งอาจจะเล่นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะโดนฆ่าตาย เพลงงั้นคือเพลง บัลลัดส์ เบอร์ 1 (Ballades No. 1) ของโชแปง (Chopin) อารมณ์เพลงก็น่าจะแนวๆเดียวกันกับเพลงแสนคำนึง แต่เพลงบัลลัดส์ เบอร์ 1 ของโชแปง ขึ้นมาแบบงงๆ ไพเราะตอนกลางๆ และจบแบบโมโห รวดเร็วจนแทบจะหยุดหายใจ ก็ประมาณว่าโกรธเหมือนกัน แต่ทำไรไม่ได้ เลยใช้เพลงเป็นตัวด่าแทนคำพูดในใจแทน
ส่วนเรื่องเพลงที่แสดงถึงความรัก อย่างในหนังที่พระเอกสีซอ เพลง “คำหวาน” เมื่อเห็นสาวสวย ก็น่าจะเป็นความเหมือนที่ผมคิดว่า เพลงทุกประเภทในโลกนี้ก็คงเป็นเหมือนกันครับ
--------------------------------
นักศึกษาสังคมศาสตร์เคยถามชาว ฮีบู คนหนึ่งว่า “ทำไมเพลงของพวกคุณส่วนใหญ่ พรรณนาเกี่ยวกับน้ำอย่างเดียวเลยหละ”
ชาวฮีบูคนนั้นตอบว่า “ก็เพราะว่าพวกเราขาดน้ำ พวกเราเลยแต่งเพลงที่เกี่ยวกับน้ำ เพื่อขอให้มีน้ำกินน้ำใช้ โหยหาในสิ่งที่พวกเราไม่มี”
ชาวฮีบูคนนั้นพูดต่อว่า “ก็เช่นเดียวกับพวกคุณที่แต่งเพลงเกี่ยวกับความรัก เพราะพวกคุณขาดความรัก เพลงส่วนใหญ่ที่พวกคุณแต่งกัน ก็เลยเป็นเพลงโหยหาถึงความรัก...”
--------------------------------
แต่ช่วงที่ผ่านมาก็เห็นพ่อครัวหน้าใหม่อีก 2 คน คือ ผู้หมวดเที่ยง กับ กัปตันจ้อน (จริงๆแล้วอาจจะหน้าเก่า แต่ใหม่สำหรับผม) เพื่อนผม 2 คนนี้เก่งทั้งคู่ ทั้งเรื่องเรียนหนังสือ (ตั้งแต่สมัยอยู่ที่วิชิราวุธแล้ว ผู้หมวดเที่ยง เคยได้เกรดเฉลี่ย 4.00 สำหรับผมแล้ว ลืมไปได้เลยสำหรับเกรดแบบนั้น ส่วน กัปตันจ้อน ก็อยู่ห้องเก่งสุดมาตลอด) และทั้งงานเขียน
ดีครับ มีพ่อครัวหน้าใหม่ๆ มาทำซุปแล้ว ส่วนพ่อครัวเก่า ก็ต้องใจทำกันต่อไปครับ อย่ายอมแพ้กันนะครับ
เรื่องที่ผมจะเล่าคราวนี้ ก็ยังเป็นเรื่องดนตรีอีกเช่นเคย คราวนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทยทุกคน
อาจจะด้วยเป็นคนที่ไม่ค่อยอัพเดทอะไรมากมาย บวกกับความบังเอิญของเพื่อนผม ทำให้ผมพึ่งมีโอกาสดูหนังไทยคุณภาพเรื่อง “โหมโรง” (The Overture) เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เองครับ

อย่างที่รู้กัน หนังเรื่องนี้เข้าโรงมาเป็นปีแล้ว ดังมากด้วย แต่ผมไม่ได้มีโอกาสไปดู โชคดีนะครับ ที่เพื่อนผม ขบเหลี่ยม คนที่อยู่เชฟฟิวด์ (Sheffield) ฝากเพื่อนที่เมืองไทยเอามาให้ โดยฝากไว้ที่ผมก่อน ว่างๆจะมารับไป จนบัดนี้ก็เป็นเดือนแล้ว ขบเหลี่ยม ก็ยังไม่มารับของสักที ก็เลยถือวิสาสะ ดูว่าของมีอะไรบ้าง
หนังเต็มเลยครับ เพราะเพื่อนผมคนนี้เรียนเกี่ยวกับหนัง เลยต้องดูหนังเยอะ
อยากดูหนังไทย คิดถึงเมืองไทย เลยโทรไปขออนุญาตเพื่อนคนนั้น เกาะกล่องเปิดดู
รู้สึกประทับใจมากๆเลยครับ รู้สึกดีที่ได้ดูหนังแบบนี้ “โหมโรง” ใครที่ยังไม่เคยดู ก็ลองไปหามาดูครับ (สงสัยคงมีแต่ผมคนเดียว) จะให้รู้สึกรักและหวงแหนดนตรีไทยและความเป็นไทยมากขึ้นแน่นอนครับ
อย่างไรก็ดี ผมว่าทุกท่านส่วนใหญ่คงดูกันแล้ว ผมคงจะไม่เล่าส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องละกันครับ แต่จะบรรยายเกร็ดความรู้ที่ผมพอจะมีอยู่ระหว่างความเหมือนระหว่างดนตรีตะวันตกกับดนตรีไทยแทนละกันครับ
อันดับแรกก่อนที่จะโยงไปถึงเรื่องดนตรี ผมรู้สึกใกล้ชิดกับหนังเรื่องนี้มากๆ คือ หนังเรื่องนี้นำโครงเรื่องมาจากเรื่องจริงของ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึ่งมีอาจารย์ผมสมัยอยู่ที่วิชราวุธท่านนึง ท่านเคยเป็นคอนดักเตอร์ประจำวงของโรงเรียน คือ คุณอา วิษณุเทพ ศิลปบรรเลง ซึ่งท่านพึ่งเสียไปไม่นานนี้ น่าจะมีความสัมพันธ์ กับหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ยิ่งไปกว่านั้น เด็กเวร (เด็กรับใช้) ของผมและเพื่อนอีก 2 คน (กระสาบและกระท่อก) สมัยที่อยู่ ม. 6 ที่วิชราวุธ ชื่อ ศรเทพฤทธิ์ ศิลปบรรเลง ก็น่าจะมีความสัมพันธ์กับท่านหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ด้วยเช่นกัน ทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวด้วย

ขอเริ่มตั้งแต่ตอนที่ ท่านหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ยังเป็นเด็กตอนอายุ 5 ขวบเลยหละกันครับ ฉากที่เด็กชาย ศร ตอน 5 ขวบหลงตามผีเสื้อ เข้าไปในห้องดนตรี แล้วเจอระนาดวางอยู่ เลยตีเล่นเป็นเพลง จนพ่อต้องหยุดยืนฟัง
ผมคิดว่าก็เหมือนกับ นักดนตรีในตะวันตกอัจฉริยะคนอื่นๆ ที่เล่นดนตรีได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กไม่รู้ความ ผมขอไม่เล่าเรื่องโมสาตร์ (Mozart) หละกันครับ เพราะหลายๆท่านน่าจะพอรู้มาบ้างแล้ว แต่ขอเล่าเรื่องนักเปียโนที่ชื่อว่า คิสซิน (Kissin) แทนหละกันครับ
คิสซิน ถือว่าเป็นอัจฉริยะโดยกำเนิด ที่เค๊าเรียกกันว่าพรสวรรค์ที่ติดตัวมา เพราะอายุ เพียง 11 เดือนสามารถจะออกเสียงตามเพลงที่พี่สาวเค๊าร้องได้ พออายุ 2 ขวบ สามารถที่จะดีดเปียโนตามเสียงที่ได้ยินจากเพลงได้ พอ 6 ขวบเข้าโรงเรียนอัฉริยะที่ รัสเซีย และเริ่มเป็นนักดนตรีมืออาชีพ ตอนอายุเพียงสิบกว่าขวบเท่านั้น พูดได้ว่าเกิดมาเพื่อเล่นเปียโนอย่างเดียวจริงๆ และเก่งมากๆด้วย
และก็มีอีกหลายคน ที่มีลักษณะแบบนี้ ฉายแววเป็นนักดนตรีตั้งแต่เป็นเด็กๆ อย่างไรก็ดี ก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเกิดมาไม่ได้มีพรสวรรค์แบบนี้ ไม่สามารถที่จะทำงานด้านดนตรีหรือศิลปะด้านอื่นได้นะครับ อย่างเช่น เปโธเฟ่น (Beethoven) ก็ไม่ได้เก่งมาตั้งแต่เกิด ต้องซ้อมเปียโนทุกวัน โยโย่ มา (Yo-Yo Ma) นักเชลโล่คนเก่ง ก็ต้องท่องโน้ตตั้งแต่ 4 ขวบเพื่อที่จะเล่นเชลโล่ตอนอายุ 6 ขวบ ฉะนั้นอย่าท้อครับ ความอุตสาหะยังก่อให้เกิดความสำเร็จเสมอครับ
แต่มีบางเรื่องที่เราต้องยอมรับอย่างนึงครับ ว่ามันเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้มาจริงๆ อย่างในหนัง ฉากที่พระเอกผูกผ้าปิดตาทายโน้ตที่คนอื่นตีบนระนาด ว่าอยู่ลูกที่เท่าไหร
การที่สามารถจะทายถูกได้โดยที่รู้โดยสัญชาตญาตเลย ฝรั่งเค๊าเรียกว่า เฟอร์เฟ็กพิช (Perfect Pitch) ผมขอเรียกว่า มี”หูทิพย์” หละกันครับ นักประพันธ์เพลงคลาสสิค ผมเชื่อว่า มีหูทิพย์ ทุกคนครับ ยิ่งถ้าเป็นคอนดักเตอร์ (Conductor) ด้วยแล้ว เป็นเรื่องแรกๆที่ต้องมีเลยครับ เพราะไม่งั้นแล้วเสียงที่ไม่ถูกต้องเล็ดลอดออกมา จะทำให้เพลงไม่ไพเราะอย่างแรงครับ นักโซโล่ก็ต้องมีด้วยเหมือนกันครับ
ฉะนั้นการที่คนตีระนาดสองลูกพร้อมกัน และพระเอกสามารถบอกได้ว่าลูกไหนบ้าง ก็ไม่เป็นเรื่องที่เกินความสามารถเท่าไหรครับ มีเรื่องเล่ากันว่า นักประพันธ์และคอนดักเตอร์ชื่อดังอย่าง ปิแอร์ โบเลซ (Pierre Boulez) เป็นที่นับถือในเรื่อง หูทิพย์ ที่สุดคนนึงในบรรดานักดนตรีสมัยนี้ คือสามารถที่จะบอกว่าเสียงประสานจากเครื่องดนตรี 80 ชิ้นที่อยู่ในวง เครื่องไหนที่เล่นเพี้ยน
อย่างไรก็ดีครับ เรื่อง หูทิพย์ นี้ ก็ยังพอฝึกกันได้บ้าง นักดนตรีหลายคนที่ไม่ได้มีหูทิพย์มาตั้งแต่กำเนิด ก็ยังพอสามารถที่จะฟังโน้ตดนตรีออกได้ โดยการฝึกฟังเสียงที่ถูกต้องเป็นประจำ และการเล่นเปียโน จะยิ่งช่วยให้ฟังเก่งมากขึ้น แต่อย่าท้อหละกันครับ เพราะคิดดูครับ เบโธเฟ่น หูหนวกยังเล่นดนตรี และแต่งเพลงดีๆได้เลยครับ

เรื่องเสียงดนตรีทุกประเภทที่เป็นผลิตผลจากธรรมชาตินั้นผมชอบอยู่แล้วครับ แต่ในความคิดผม ระนาด หรือเครื่องดนตรีไทยอื่นๆ ไม่น่าพิสมัย ที่ไม่น่าพิสมัยในที่นี่คือ หลักการทำดนตรีน่าจะตายตัว ไม่น่าจะมีเทคนิคอะไรมากมานนัก
แต่หลังจากได้ดูแล้ว ทำให้รู้ว่า มันยังดิ้นได้ไปเรื่อยๆ เหมือนพวกเปียโนหรือไวโอลิน
ที่ผมกล้าบอก ก็เพราะฉากนึงในหนังที่พระเอกสามารถที่คิดการเล่นระนาดแบบสะบับ ซึ่งเรียกว่าเป็นเรื่องใหม่ในสมัยนั้น ไม่ได้รับความนิยม แม้แต่ผู้ที่เล่นดนตรีไทยกันเองยังหาว่าเล่นอะไรแปลกๆ
ผมรู้สึกว่าการเล่นแบบสะบับบนระนาดนั้น คล้ายกับเพลงของ บ๊าค (Bach) เอามากๆ เหมือนเพลง โซนาต้า และ ปาตีต้า สำหรับ ไวโอลิน (Sonata and Partita for Violin) และคล้ายกับเพลง เชลโลสวีดส์ (Cello Suites) รวมไปถึงเพลง เวล-เท็มเพอร์ สำหรับเปียโน (Well-Tempered Clavier) เพลงพวกนี้ของบ๊าค บางเพลงที่กล่าวก็ไม่ได้เป็นทีนิยมในสมัยนั้น เช่น โซนาต้า และ ปาตีต้า สำหรับ ไวโอลิน ในสมัยที่บ๊าคยังมีชีวิต ไม่มีการเล่นเพลงนี้ จนกระทั่ง เกือบร้อยปีให้หลัง เม็นเดลโซน (Mendelssohn) นักประพันธ์เชื้อสายยิวชาวเยอรมันผู้ร่ำรวย ได้ไปเห็นพ่อค้าขายหมูในตลาดใช้โน้ตที่บ๊าคเขียนโน๊ตเพลง โซนาต้า และ ปาตีต้า ไว้สำหรับห่อหมูให้ลูกค้า จึงขอกระดาษเหล่านั้น ทำรู้ภายหลังว่าบ๊าคก็ได้แต่งเพลงนั้นไว้ด้วย และได้รับความนิยมแพร่หลายในเวลาต่อมา
โซนาต้า และ ปาตีต้า นี้เป็นเพลงที่เล่นยากมากๆ (น้องผมบอกอีกนึง) ใครเล่นได้ครบและเล่นได้สะอาด (ทั้งหมดมีความยาวเท่ากับ ซีดี 2 แผ่น) ถือว่าเก่งมากๆ แทบจะเล่นเพลงอื่นๆทั้งหมดในโลกได้เลย
ผมคิดว่าอันนี้เป็นข้อเหมือนที่เกิดขึ้นระหว่างระนาดกับดนตรียุโรป แต่แตกต่างกันในเรื่องเวลาและสถานที่ ส่วนเรื่องการเป็นที่ยอมรับของสังคม ก็เหมือนกัน อะไรที่เค๊าเรียกว่า ”ความคิดแปลกใหม่” ย่อมต้องใช้เวลา ผมเชื่อว่าจริงๆแล้ว บ๊าคน่าจะเคยเอา โซนาต้า และ ปาตีต้า สำหรับ ไวโอลินนี้ออกมาเล่นบ้าง แต่ก็คงไม่เป็นที่ยอมรับ เลยเก็บไป ลูกหลานก็ลืม เพราะหลายชั่วอายุคน โชคดีที่สวรรคยังมีตา เพลงอันมีคุณค่าก็เลยตกถึงหูคนในยุดต่อมา เค๊าว่ากันว่าเพลง โซนาต้า และ ปาตีต้า เป็นเพลงของโลกอนาคต ไม่เหมาะในยุคสมัยบ๊าค ซึ่งก็เป็นความจริง

อีกเรื่องคือการแต่งเพลงที่มาจากแรงบันดาลใจที่โกรธแต่พูดไม่ได้ เช่นเพลง แสนคำนึง ที่ท่านหลวงประดิษฐ์ไพเราะแต่ง เพราะคับแค้นใจ ผู้นำในสมัยนั้นที่สร้างข้อกำหนดกฎเกณฑ์ สำหรับการเล่นดนตรีไทย ซึ่งก็คล้ายคลึงกับ เหตุผลที่ ช็อสตาโควิช (Shostakovich) นักประพันธ์ชาวรัสเซียที่แต่งเพลง”ด่า”ผู้นำในสมัยนั้น ผมไม่แน่ใจว่าใครคือผู้นำในตอนนั้น ว่ากันว่า โน๊ตที่อยู่ในเพลงนั้นถ้าทอดมาเป็นตัวอักษรแล้ว จะกลายเป็นคำด่าทันที
ผมละนับถือท่านช็อสตาโควิชจริงๆ ไม่รู้ว่าคิดได้ไง
ในตัวเพลงแสนคำนึงนั้น ผมเกิดความรู้สึก”เหมือน”อีกอย่างครับ คือเพลงแสนคำนึงที่ผมฟังจากในหนังนั้น ทำให้ผมนึกถึงการแต่งเพลงแบบ วารีเอชั่น (Variation) ผมไม่รู้ว่าในทางดนตรีแล้วภาษาไทย เค๊าแปลว่าอะไร ความหมายโดนรวมแบบง่ายๆอย่างคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องดนตรีอย่างผม ก็คือ ใช้โน้ตหลักตัวเดิมอยู่แต่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนสไตล์เพลงไปเรื่อยๆ อย่างในเพลงแสนคำนึงนั้น เริ่มแบบดุดันเหมือนโกรธๆ แต่จบด้วยความอิ่มเอิบใจ
พอฟังจบปุ๊บทำให้ผมคิดถึงเพลงๆนึงจากหนัง ก็คือเพลงจากหนังเรื่องเดอะเปียนีส (The Pianist) ตอนที่พระเอกซึ่งเป็นคนยิวต้องเล่นเปียโนต่อหน้าทหารเยอรมัน ซึ่งอาจจะเล่นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะโดนฆ่าตาย เพลงงั้นคือเพลง บัลลัดส์ เบอร์ 1 (Ballades No. 1) ของโชแปง (Chopin) อารมณ์เพลงก็น่าจะแนวๆเดียวกันกับเพลงแสนคำนึง แต่เพลงบัลลัดส์ เบอร์ 1 ของโชแปง ขึ้นมาแบบงงๆ ไพเราะตอนกลางๆ และจบแบบโมโห รวดเร็วจนแทบจะหยุดหายใจ ก็ประมาณว่าโกรธเหมือนกัน แต่ทำไรไม่ได้ เลยใช้เพลงเป็นตัวด่าแทนคำพูดในใจแทน
ส่วนเรื่องเพลงที่แสดงถึงความรัก อย่างในหนังที่พระเอกสีซอ เพลง “คำหวาน” เมื่อเห็นสาวสวย ก็น่าจะเป็นความเหมือนที่ผมคิดว่า เพลงทุกประเภทในโลกนี้ก็คงเป็นเหมือนกันครับ
--------------------------------
นักศึกษาสังคมศาสตร์เคยถามชาว ฮีบู คนหนึ่งว่า “ทำไมเพลงของพวกคุณส่วนใหญ่ พรรณนาเกี่ยวกับน้ำอย่างเดียวเลยหละ”
ชาวฮีบูคนนั้นตอบว่า “ก็เพราะว่าพวกเราขาดน้ำ พวกเราเลยแต่งเพลงที่เกี่ยวกับน้ำ เพื่อขอให้มีน้ำกินน้ำใช้ โหยหาในสิ่งที่พวกเราไม่มี”
ชาวฮีบูคนนั้นพูดต่อว่า “ก็เช่นเดียวกับพวกคุณที่แต่งเพลงเกี่ยวกับความรัก เพราะพวกคุณขาดความรัก เพลงส่วนใหญ่ที่พวกคุณแต่งกัน ก็เลยเป็นเพลงโหยหาถึงความรัก...”
--------------------------------
