ถึงเวลา (It's time)
เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมคิดอยู่นานว่าจะเอาเรื่องอันนี้ (ผมเขียนไว้ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย. ปีที่แล้ว) ไว้ใน blog ของผมดีหรือเปล่า หลังจากคิดไปคิดมาอยู่นาน รวมทั้งถามความเห็นจากเพื่อนๆด้วย ผมจึงตัดสินใจด้วยเหตุผลทั้งมวล ว่า มันเป็นเรื่องไม่เกี่ยวกับดนตรี (ซึ่งด้วยความตั้งใจเดิมตั้งเดิมของผม ที่จะให้มีเฉพาะเรื่องของดนตรีเท่านั้น) และคงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะตัวผมเองไม่มีความรู้ด้านการบ้านการเมือง คนผู้อ่านคงไม่สนใจ และคงจะมีข้อถกเถียงกันอย่างมากมายตามมาแน่นอน
แต่พอผมได้เห็นข่าวคราวของบ้านเมืองที่ลุกเป็นไฟร้อนขึ้นทุกวัน ผมเลยทบทวนจุดยืนของตัวเอง ต่อเรื่องบ้านเมืองที่เกิดขึ้น ก็เลยกลับมาอ่านเรื่องที่ผมเขียนอันนี้ ผมจึงคิดได้ว่า มันก็คงไม่เสียหายอะไร ต่อการที่ประชาชนคนหนึ่งจะแสดงความเห็นของตนต่อประเทศของตนที่ปกครองด้วยระบบประชาธิปไตย
ลองอ่านดูหละกันครับ
----------------------------------------------
จากคอมเม็นต์ของคุณ POL_US นั้นทำให้ผมเองได้กลับมาคิด และพิจารณาตัวเองว่า จริงๆแล้วทำไมผมถึงได้ชื่นชมคุณ สนธิ และเกลียด "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" เข้าไส้ขนาดนั้น (ขอเรียนแบบ Harry Potter หน่อย)
อันดับแรกเลย ทำให้ผมคิดว่า "ผมกำลังตามกระแสอยู่หรือเปล่า?"
ผม"สำนึก"ในคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่เรื่องนึง คือเรื่อง "กาลามาสูตร" ที่ตอนท้ายๆที่พระองค็ตรัสว่า "แม้แต่สิ่งที่พระองค์ตรัสไป ก็จงอย่าเชื่อ ให้พิจารณาเสียก่อน แล้วจึงตัดสินใจ" ผมขอยอมรับว่าคำสอนนี้ของพระพุทธเจ้า ทำให้ผมนับถือศาสนาพุทธอย่างหมดใจ
ฉะนั้นพอมาคิดดูแล้ว ใช่ว่าผมจะเห็นด้วยกับคุณสนธิทั้งหมดซะที่ไหนหละ ก็มีหลายเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย และคิดว่าคุณสนธิพูดเกินไป เช่น
เรื่องที่คุณสนธิบอกว่าฝรั่งจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหรือเปล่านั้น เค๊าไม่ได้ดูที่รัฐบาลหรอก เค๊าดูที่เบื้องบน ซึ่งผมก็เห็นว่าไม่จริง เพราะการที่ฝรั่งจะมาลงทุนนั้น อยู่ที่การให้อันดับความน่าเชื่อถือจากต่างประเทศ สถานการณ์ทางการเมือง และปัจจัยทางเศรษฐกิจอีกหลายๆด้าน
อีกเรื่องก็คือเรื่องที่รถไฟฟ้าใต้ดิน ทำไมถึงราคา 15 บาทตลอดสายในช่วงนั้น ก็เพราะต้องการให้คนไปสวนสนุกของบุตรชาย"คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"ที่ตั้งอยู่ที่เมืองทองธานี ผมกลับคิดว่าคนอยากจะไปเที่ยวสวนสนุกนั้น ไม่ได้เกี่ยวกันเลยว่ารถไฟจะราคาเท่าไหร
แต่ก็มีหลายๆเรื่องที่ผมเห็นด้วยกับคุณสนธิ เช่น
ถ้า "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" นั้นใจกว้างจริงๆแล้วหละก็ ท่านย่อมไม่ฟ้อง 500 ล้านบาท 2 ครั้งเป็นแน่ เพราะนี่มันคือการ”ปิดปาก”มากกว่า
ถ้า "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" นั้นใจกว้างจริงๆแล้วหละก็ ทำไมไม่ยอมให้ฝ่ายค้านสามารถตรวจสอบตัวท่านเองได้หละ เพราะถ้าสะอาดจริงจะกลัวอะไรหละ ทั้งนี้ทั้งนั้นในทางกลับกันทำให้คนเห็นว่านายกคนนี้ใจกว้างและสะอาดหมดจดเสียอีก
และ ถ้า "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" นั้น "ไม่เลือกปฎิบัติ" ในการบิรหารประเทศ ก็คงจะไม่มีคำพูดแห่งปีที่ว่า จังหวัดไหนที่ไว้วางใจเลือก สส.ของพรรค"คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" ก็ต้องทำให้จังหวัดนั้นก่อน ผมเองกลับคิดว่า คำพูดแบบนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากปากของผู้ที่ต้องบริหารประเทศได้ เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัด
ลองดูกรณีของญี่ปุ่น นายกของเค๊าใจกว้างและเชื่อมั่นในประชาชนของเค๊าขนาดไหน กฎหมายที่ยื่นไปให้วุฒิสภาฯ ไม่ผ่าน นายกของเค๊าก็ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินเลย ยอมเลือกตั้งใหม่ ถ้าประชาชนเห็นด้วย เค๊าจะต้องได้รับเลือกอีกครั้งนึง ซึ่งก็เป็นตามนั้น
ประเด็นต่อมา เป็นประเด็นเรื่องการทำงาน ผมขอสารภาพว่าบุคคลที่ผมประทับใจมากๆซึ่งผมให้เป็นต้นแบบในชีวิตผมนั้นคือ พลตรีหลาวงวิจิตรวาทการ และ อ.ป๋วย อึ้งภากรณ์
ทำไมผมชื่นชมท่านทั้งสองนั้น ก็เพราะการทำงานของท่าน แนวคิดในการทำงาน แนวทางในการใช้ชีวิต ที่คุ้มสำหรับการเกิดมาชีวิตครั้งนึงของคนธรรมดาสามัญ ที่ต้องการจะให้โลกได้จารึกชื่อท่านทั้งสองไว้
ทั้งสองท่านเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ต่อชาติบ้านเมือง และตัวท่านเอง พูดคำใดไว้ก็ทำอย่างงั้น
หลวงวิจิตรวาทการ ท่านต้องการทำงานจนตัวตาย ซึ่งก็สมใจท่าน
อ.ป๋วย ท่านต้องการตอบแทนบุญคุณชาติบ้านเมือง ที่ไม่อยู่ใต้เงื่อนไขของบุคคลใด คณะใด ท่านก็ทำตามที่ท่านได้ลั่นวาจาเอาไว้ กล่าวคือ ครั้งนึง อ.ป๋วย ท่านได้รับการขอร้องจากผู้มีอำนาจในสมัยนั้น ให้มาดำรงตำแหน่ง รมต.การคลัง เพราะว่าเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้นเข้าขั้นวิกฤต ต้องการผู้ที่มีความรู้มาบริหาร แต่ท่านไม่รับตำแหน่งนี้ เพราะไม่งั้นแล้ว อ.ป๋วย ท่านต้องกลายเป็น สส. สังกัดพรรคการเมือง ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะต้องบรรลุเป้าหมายของพรรค ด้วยเหตุนี้ท่านจึงขอว่า ถ้างั้นท่านขอเป็น ผู้ว่าฯแบงค์ชาติ แทนหละกัน เพราะไม่ได้ขึ้นตรงต่อรัฐบาล
ท่านก็ไม่ได้กลับคำพูด ท่านทำงานอย่างอิสระเพื่อประเทศชาติ ไม่คล้อยตามรัฐบาล และซื่อสัตย์ถึงขนาดที่เรียกว่า "สักบาทก็ยังไม่เอา"
ผมไม่ได้เปรียมเทียบให้ใครต้องเหมือนใคร เพียงแต่เรื่องบางเรื่องก็ต้องพิจารณากันบ้าง การที่ "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" มีพวกพ้องเพื่อนฝูงเยอะแยะ เป็นเรื่องที่ดีในการทำงาน เพราะมีการช่วยเหลือกันซึ่งกันและกัน การทำงานจะได้ไปรอดตลอดรอดฝั่ง แต่การทำเพื่อประเทศชาติ หมายความว่าไม่ได้ทำเพื่อบุคคลใดหรือคณะใด แต่ทำเพื่อประชาชนทุกคน อย่างที่ ร.7 เคยตรัสไว้ตอนที่ท่านสละราชสมบัติ
อ.ป๋วยเอง เมื่อท่านคิดจะทำเพื่อชาติแล้วก็ทำจริงๆ เหมือนในอย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ว่า ไม่ว่าญาติหรือพวกพ้องท่าน ไม่ต้องคิดเลยว่าพอท่านมีตำแหน่งสูงๆแล้วจะได้เลื่อนขั้นหรือได้อะไรเป็นพิเศษกว่าคนอื่นๆ
นี่หละมั้งครับ ที่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึง ชื่นชมคุณ สนธิ และเกลียด "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"
ส่วนเรื่องการไปทำบุญที่วัดพระแก้วนั้น ประเด็นที่ว่าหลักฐานถูกหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องนึง ซึ่งก็แสดงว่าคุณสนธิทำงานไม่ได้เรื่องในประเด็นนี้ แต่ประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วย ไม่ได้มาจากที่คุณสนธิพูดกรอกหูชาวบ้านหรอกครับ
ผมมองเรื่องนี้แบบสามก๊ก ตอนที่โจโฉเอาธนูของพระเจ้าเหี้ยนเต้มาใช้
เรื่องของเรื่องคือ พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงเสด็จออกล่าสัตว์ประจำปี พระเจ้าเหี้ยนเต้ไม่ใช่นักรบ ไม่ชำนานอาวุธ พระองค์ยิงกวางที่วิ่งไปมาไม่โดนอยู่นาน โจโฉเริ่มกำแหง ดึงคันธนูและลูกธูนของพระเจ้าเหี้ยนเต้มา ก็รู้ทั้งรู้ว่าเป็นของกษัตริย์ โจโฉก็ยังใช้ธนูนั้นยิง และยิงออกไปโดนกวางตัวนั้นด้วย เหล่าทหารเห็นกวางตัวนั้นตายก็วิ่งมาถวายพร้อมทั้งเห็นว่าลูกธนูนั้นเป็นของพระเจ้าเหี้ยเต้ ก็โหร้องดีใจกันกึกก้อง ว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงยิงกวางได้แล้ว พระเจ้าเหี้ยนเต้กลับหน้าเสีย ส่วนโจโฉก็ยิ้มและหัวเราะยินดี เหล่าผู้จงรักภักดีที่เห็นเหตุการณ์วันนั้น โกรธอยากจะฆ่าโจโกันหลายคน รวมทั้ง เล่าปี่ กวนอู และ เตียวหุย แต่เล่าปี่เองเป็นคนห้ามน้องทั้งสองให้ใจเย็นๆไว้
ทำไมโจโฉถึงทำ?
แน่นอนก็เพื่อจะให้คนอื่นๆรู้ว่าใครใหญ่ที่สุดในขณะนั้น ซึ่งหมายถึงโจโฉไม่ใช้พระเจ้าเหี้ยนเต้แล้ว ขุนนางท่านใดก็ตามที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่ ก็ต้องรู้ได้แล้วว่า ใครไม่อ้อนน้อมต่อโจโฉ มีปัญหาแน่นอน ซึ่งก็ผลจริงๆ
ส่วนในกรณี"คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"นี้ ก็ต้องจินตนาการเอาเองแล้วหละครับ...
ต่อให้ "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" เป็นโอวีก็ตาม ผมก็ขอที่จะไม่เห็นด้วยกับท่านผู้นั้น ซึ่งในตอนนี้ก็มีโอวีบางท่านนั่งอยู่ในคณะรัฐบาล ผมก็ขอไม่สนับสนุนท่านเหล่านั้นเช่นกัน
----------------------------------------------
แต่พอผมได้เห็นข่าวคราวของบ้านเมืองที่ลุกเป็นไฟร้อนขึ้นทุกวัน ผมเลยทบทวนจุดยืนของตัวเอง ต่อเรื่องบ้านเมืองที่เกิดขึ้น ก็เลยกลับมาอ่านเรื่องที่ผมเขียนอันนี้ ผมจึงคิดได้ว่า มันก็คงไม่เสียหายอะไร ต่อการที่ประชาชนคนหนึ่งจะแสดงความเห็นของตนต่อประเทศของตนที่ปกครองด้วยระบบประชาธิปไตย
ลองอ่านดูหละกันครับ
----------------------------------------------
จากคอมเม็นต์ของคุณ POL_US นั้นทำให้ผมเองได้กลับมาคิด และพิจารณาตัวเองว่า จริงๆแล้วทำไมผมถึงได้ชื่นชมคุณ สนธิ และเกลียด "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" เข้าไส้ขนาดนั้น (ขอเรียนแบบ Harry Potter หน่อย)
อันดับแรกเลย ทำให้ผมคิดว่า "ผมกำลังตามกระแสอยู่หรือเปล่า?"
ผม"สำนึก"ในคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่เรื่องนึง คือเรื่อง "กาลามาสูตร" ที่ตอนท้ายๆที่พระองค็ตรัสว่า "แม้แต่สิ่งที่พระองค์ตรัสไป ก็จงอย่าเชื่อ ให้พิจารณาเสียก่อน แล้วจึงตัดสินใจ" ผมขอยอมรับว่าคำสอนนี้ของพระพุทธเจ้า ทำให้ผมนับถือศาสนาพุทธอย่างหมดใจ
ฉะนั้นพอมาคิดดูแล้ว ใช่ว่าผมจะเห็นด้วยกับคุณสนธิทั้งหมดซะที่ไหนหละ ก็มีหลายเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย และคิดว่าคุณสนธิพูดเกินไป เช่น
เรื่องที่คุณสนธิบอกว่าฝรั่งจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหรือเปล่านั้น เค๊าไม่ได้ดูที่รัฐบาลหรอก เค๊าดูที่เบื้องบน ซึ่งผมก็เห็นว่าไม่จริง เพราะการที่ฝรั่งจะมาลงทุนนั้น อยู่ที่การให้อันดับความน่าเชื่อถือจากต่างประเทศ สถานการณ์ทางการเมือง และปัจจัยทางเศรษฐกิจอีกหลายๆด้าน
อีกเรื่องก็คือเรื่องที่รถไฟฟ้าใต้ดิน ทำไมถึงราคา 15 บาทตลอดสายในช่วงนั้น ก็เพราะต้องการให้คนไปสวนสนุกของบุตรชาย"คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"ที่ตั้งอยู่ที่เมืองทองธานี ผมกลับคิดว่าคนอยากจะไปเที่ยวสวนสนุกนั้น ไม่ได้เกี่ยวกันเลยว่ารถไฟจะราคาเท่าไหร
แต่ก็มีหลายๆเรื่องที่ผมเห็นด้วยกับคุณสนธิ เช่น
ถ้า "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" นั้นใจกว้างจริงๆแล้วหละก็ ท่านย่อมไม่ฟ้อง 500 ล้านบาท 2 ครั้งเป็นแน่ เพราะนี่มันคือการ”ปิดปาก”มากกว่า
ถ้า "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" นั้นใจกว้างจริงๆแล้วหละก็ ทำไมไม่ยอมให้ฝ่ายค้านสามารถตรวจสอบตัวท่านเองได้หละ เพราะถ้าสะอาดจริงจะกลัวอะไรหละ ทั้งนี้ทั้งนั้นในทางกลับกันทำให้คนเห็นว่านายกคนนี้ใจกว้างและสะอาดหมดจดเสียอีก
และ ถ้า "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" นั้น "ไม่เลือกปฎิบัติ" ในการบิรหารประเทศ ก็คงจะไม่มีคำพูดแห่งปีที่ว่า จังหวัดไหนที่ไว้วางใจเลือก สส.ของพรรค"คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" ก็ต้องทำให้จังหวัดนั้นก่อน ผมเองกลับคิดว่า คำพูดแบบนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากปากของผู้ที่ต้องบริหารประเทศได้ เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัด
ลองดูกรณีของญี่ปุ่น นายกของเค๊าใจกว้างและเชื่อมั่นในประชาชนของเค๊าขนาดไหน กฎหมายที่ยื่นไปให้วุฒิสภาฯ ไม่ผ่าน นายกของเค๊าก็ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินเลย ยอมเลือกตั้งใหม่ ถ้าประชาชนเห็นด้วย เค๊าจะต้องได้รับเลือกอีกครั้งนึง ซึ่งก็เป็นตามนั้น
ประเด็นต่อมา เป็นประเด็นเรื่องการทำงาน ผมขอสารภาพว่าบุคคลที่ผมประทับใจมากๆซึ่งผมให้เป็นต้นแบบในชีวิตผมนั้นคือ พลตรีหลาวงวิจิตรวาทการ และ อ.ป๋วย อึ้งภากรณ์
ทำไมผมชื่นชมท่านทั้งสองนั้น ก็เพราะการทำงานของท่าน แนวคิดในการทำงาน แนวทางในการใช้ชีวิต ที่คุ้มสำหรับการเกิดมาชีวิตครั้งนึงของคนธรรมดาสามัญ ที่ต้องการจะให้โลกได้จารึกชื่อท่านทั้งสองไว้
ทั้งสองท่านเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ต่อชาติบ้านเมือง และตัวท่านเอง พูดคำใดไว้ก็ทำอย่างงั้น
หลวงวิจิตรวาทการ ท่านต้องการทำงานจนตัวตาย ซึ่งก็สมใจท่าน
อ.ป๋วย ท่านต้องการตอบแทนบุญคุณชาติบ้านเมือง ที่ไม่อยู่ใต้เงื่อนไขของบุคคลใด คณะใด ท่านก็ทำตามที่ท่านได้ลั่นวาจาเอาไว้ กล่าวคือ ครั้งนึง อ.ป๋วย ท่านได้รับการขอร้องจากผู้มีอำนาจในสมัยนั้น ให้มาดำรงตำแหน่ง รมต.การคลัง เพราะว่าเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้นเข้าขั้นวิกฤต ต้องการผู้ที่มีความรู้มาบริหาร แต่ท่านไม่รับตำแหน่งนี้ เพราะไม่งั้นแล้ว อ.ป๋วย ท่านต้องกลายเป็น สส. สังกัดพรรคการเมือง ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะต้องบรรลุเป้าหมายของพรรค ด้วยเหตุนี้ท่านจึงขอว่า ถ้างั้นท่านขอเป็น ผู้ว่าฯแบงค์ชาติ แทนหละกัน เพราะไม่ได้ขึ้นตรงต่อรัฐบาล
ท่านก็ไม่ได้กลับคำพูด ท่านทำงานอย่างอิสระเพื่อประเทศชาติ ไม่คล้อยตามรัฐบาล และซื่อสัตย์ถึงขนาดที่เรียกว่า "สักบาทก็ยังไม่เอา"
ผมไม่ได้เปรียมเทียบให้ใครต้องเหมือนใคร เพียงแต่เรื่องบางเรื่องก็ต้องพิจารณากันบ้าง การที่ "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" มีพวกพ้องเพื่อนฝูงเยอะแยะ เป็นเรื่องที่ดีในการทำงาน เพราะมีการช่วยเหลือกันซึ่งกันและกัน การทำงานจะได้ไปรอดตลอดรอดฝั่ง แต่การทำเพื่อประเทศชาติ หมายความว่าไม่ได้ทำเพื่อบุคคลใดหรือคณะใด แต่ทำเพื่อประชาชนทุกคน อย่างที่ ร.7 เคยตรัสไว้ตอนที่ท่านสละราชสมบัติ
อ.ป๋วยเอง เมื่อท่านคิดจะทำเพื่อชาติแล้วก็ทำจริงๆ เหมือนในอย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ว่า ไม่ว่าญาติหรือพวกพ้องท่าน ไม่ต้องคิดเลยว่าพอท่านมีตำแหน่งสูงๆแล้วจะได้เลื่อนขั้นหรือได้อะไรเป็นพิเศษกว่าคนอื่นๆ
นี่หละมั้งครับ ที่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึง ชื่นชมคุณ สนธิ และเกลียด "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"
ส่วนเรื่องการไปทำบุญที่วัดพระแก้วนั้น ประเด็นที่ว่าหลักฐานถูกหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องนึง ซึ่งก็แสดงว่าคุณสนธิทำงานไม่ได้เรื่องในประเด็นนี้ แต่ประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วย ไม่ได้มาจากที่คุณสนธิพูดกรอกหูชาวบ้านหรอกครับ
ผมมองเรื่องนี้แบบสามก๊ก ตอนที่โจโฉเอาธนูของพระเจ้าเหี้ยนเต้มาใช้
เรื่องของเรื่องคือ พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงเสด็จออกล่าสัตว์ประจำปี พระเจ้าเหี้ยนเต้ไม่ใช่นักรบ ไม่ชำนานอาวุธ พระองค์ยิงกวางที่วิ่งไปมาไม่โดนอยู่นาน โจโฉเริ่มกำแหง ดึงคันธนูและลูกธูนของพระเจ้าเหี้ยนเต้มา ก็รู้ทั้งรู้ว่าเป็นของกษัตริย์ โจโฉก็ยังใช้ธนูนั้นยิง และยิงออกไปโดนกวางตัวนั้นด้วย เหล่าทหารเห็นกวางตัวนั้นตายก็วิ่งมาถวายพร้อมทั้งเห็นว่าลูกธนูนั้นเป็นของพระเจ้าเหี้ยเต้ ก็โหร้องดีใจกันกึกก้อง ว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงยิงกวางได้แล้ว พระเจ้าเหี้ยนเต้กลับหน้าเสีย ส่วนโจโฉก็ยิ้มและหัวเราะยินดี เหล่าผู้จงรักภักดีที่เห็นเหตุการณ์วันนั้น โกรธอยากจะฆ่าโจโกันหลายคน รวมทั้ง เล่าปี่ กวนอู และ เตียวหุย แต่เล่าปี่เองเป็นคนห้ามน้องทั้งสองให้ใจเย็นๆไว้
ทำไมโจโฉถึงทำ?
แน่นอนก็เพื่อจะให้คนอื่นๆรู้ว่าใครใหญ่ที่สุดในขณะนั้น ซึ่งหมายถึงโจโฉไม่ใช้พระเจ้าเหี้ยนเต้แล้ว ขุนนางท่านใดก็ตามที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่ ก็ต้องรู้ได้แล้วว่า ใครไม่อ้อนน้อมต่อโจโฉ มีปัญหาแน่นอน ซึ่งก็ผลจริงๆ
ส่วนในกรณี"คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"นี้ ก็ต้องจินตนาการเอาเองแล้วหละครับ...
ต่อให้ "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" เป็นโอวีก็ตาม ผมก็ขอที่จะไม่เห็นด้วยกับท่านผู้นั้น ซึ่งในตอนนี้ก็มีโอวีบางท่านนั่งอยู่ในคณะรัฐบาล ผมก็ขอไม่สนับสนุนท่านเหล่านั้นเช่นกัน
----------------------------------------------

5 Comments:
อืม กระแสกำลังแรงน่ะชูฮวย อย่างที่กูเล่าให้ฟังว่าคุยกับไอ้แฟรงค์เรื่องนี้ ยังเกือบทะเลาะกัน
วันต่อมา ข่าวออกเด็กใต้ แทงกันตาย เพราะคุยเรื่องนี้ ต่างคนต่างเห้นคนละแบบ
แต่ก็นั่นแหละ ถ้าคนโกง เป็นโอวี กูก็ไม่ชอบเหมือนกัน
ใครก็ได้ ที่มือสะอาด ใจกว้าง แม้จะเดินช้าแบบเต่าก็เถอะ
แม้จะหายากในปัจจุบัน มันก็มีแหละ เพียงแต่ว่า ไม่มีใครชอบความเชื่องช้า ชอบความหวือหวากันหมดอะดิ
เอ้า คุณลุง อย่าไปทะเลาะกับใครล่ะ
เรื่องนี้คุยแล้ว มันบิ้วนา
By
kasab71, at February 18, 2006 4:31 PM
ดีๆ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องนึงที่กูกำลังสนใจอยู่ในช่วงนี้ แต่โดยความเห็นของกู คือกูไม่ชอบทั้งคนที่คุณก็รู้ว่าใคร กับ สนธิวะ ทักษิณกูไม่ชอบเพราะหลายๆเรื่องที่รู้ๆกันอยู่ ส่วนสนธิ ที่กูไม่ชอบก็คือการปิดกั้นความคิดเห็น เช่นในเวบผู้จัดการ ถ้ามีคนโพสต์ความเห็นที่เห็นด้วยกับอีกฝ่าย มีโอกาสน้อยมากที่ข้อความนั้นจะโผล่ขึ้นบนเว็บ แล้วก็การกระทำที่ดูจงใจเพื่อปลุกระดมจนเกินไป.... จาก แฮรี่ พอตเตอร์
By
Lex Luthor, at February 22, 2006 4:45 AM
ณ บัดนั้น กวนอู ก็กระตุ้นม้า กระชับง้าว ปรี่ไปทางโจโฉ
หากไม่มีเล่าปี่ มาคอยปราม
หัวโจโฉ จะกลิ้งคลุก ๆ อยู่กับพื้นในบัดดล
ตามมาจาก blog คุณ Mim
ชอบในความรู้เรื่องดนตรีครับ แล้วจะแวะมาบ่อย ๆ นะครับ
By
pariNYa, at February 24, 2006 12:00 AM
มาคอมเม้นท์ ช้าไปหลายเดือนเลยครับ
เรื่องทั้งหลาย คงจะปรากฎชัดขึ้นเรื่อย ๆ นั่นแหละครับ ใครดีใครเลว ประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้ให้ลูกหลานได้เรียนรู้
เรื่องที่ว่า คนใจกว้างแล้วจะไม่ฟ้องร้อง นี่ผมไม่เห็นพ้องนะครับ เพราะว่าอะไร .... คุณสนธิ เองประกาศก้อง ๆ ว่า หากไม่จริง ก็ให้ฟ้องร้อง .... แล้วไงครับ พอฟ้องร้องจริง ๆ ก็มาอ้างว่าข่มขู่สื่อ ใจไม่กว้าง ... ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจตรรกะในการคิดและการพูดที่ขัดแย้งกันเลย
ผมว่าเป็นธรรมดาของคนเราทุกคน ถ้าใครด่าเรา ไปถึงตระกูล ฯลฯ ก็คงไม่มีใครยอมหรอกครับ มันเรื่องธรรมดามาก
By
POL_US, at May 07, 2006 10:47 PM
I'm impressed with your site, very nice graphics!
»
By
Anonymous, at August 12, 2006 3:16 PM
Post a Comment
<< Home