Music is Life!!

Sunday, July 30, 2006

แหยม ยโสธร (Movie Festival 2)

เรื่องที่สองที่ผมได้ดูคือ "แหยม ยโสธร" จริงๆเรื่องผมได้ดูตั้งแต่ต้นปีแล้วครับ ช่วงนี้กลับนำมาดูใหม่อีกครั้ง เพราะเป็นช่วงเทศกาลหนังของผม

ถ้ารวมครั้งที่ดูล่าสุดด้วยแล้ว ผมดูเรื่องนี้มาทั้งหมดสามครั้งแล้วครับ
ไม่ว่าจะดูกี่ทีก็ฮาเหมือนเดิม ด้วยความชอบหม่ำเล่นตลกด้วยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย
ยิ่งเรื่องนี้กำกับเอง เล่นเองด้วย ทำให้ "ฮา" ยิ่งกว่าปกติ

คงไม่ต้องบรรยายอะไรเกี่ยวกับหนังมาก เพราะหลายๆคนน่าจะรู้ดีถึง "ความสดของสี" ในหนังที่ตัดกันอย่างสุดๆ แบบว่าเสื้อเขียวปี๋ หรือแดงจ๋า กางเกงเหลืองอ๋อย (ซึ่งโคตรไม่เข้ากันอย่างแรง ขอบอก) ก็ยังไม่วาย ผมก็ยังฮาทั้งที่ตัวละครยังไม่ปล่อยมุขอะไรเลยด้วยซ้ำ

สิ่งที่ผมชอบของหนังเรื่องนี้ก็คือมันได้บรรยายกาศชาวบ้านมากๆ ทำให้ชวนคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนผม อุทัยธานี กลับไปสมัยตอนผมเด็กๆ ทุ่งนาสีเขียวขจี คนใช้ควายจริงๆไถนา ถนนลูกลัง รถทัวร์ไม่ติดแอร์สีแดงเก่าๆ ที่ผมเคยนั่งกับพ่อกลับ กทม. ช่วงปีใหม่สมัยผม ป.สี่ ป.ห้า (เพราะที่นั่งบนรถทัวร์ติดแอร์สีน้ำเงินขายหมดไปตั้งนานแล้ว) คนมานั่งรอเพื่อนๆญาติๆที่ท่ารถกลับจาก กทม. (ถ้าสมัยนี้ ก็จินตานาการถึงคนรอรับที่สนามบิน) งานวัด ชิงช้าสวรรค์ ชาวบ้านพูดภาษาท้องถิ่น ท่วงทำนองของเพลงลูกทุ่งที่เนื้อหาบรรยายถึงวิถีชาวบ้าน

และชอบมุขของหม่ำ ตั้งแต่มุขแรกสุดที่เจ้ย (เจ็นเน็ต เขียว) จับ "ปลาดุก" ของไอ้แหยม (หม่ำ) ต่อไปถึงมุขที่ไม้กางเขนพระเยซูหัก ม้าพระถำซำจั๋งป่วย ไปจนถึงมุขสุดท้าย ปูไต่ ที่มีลูกของแหยมกับเจ้ยที่มีไฝเหมือนเจ้ยทำท่าคางคงผสมพันธุ์

ผมสนใจบทเพลงของหนังเรื่องนี้ในระดับนึงทีเดียว ผมว่ามันทำดีกว่าเพลงไทยสมัยใหม่เสียอีก
จริงๆแล้ว เพลงลูกทุ่งร้องยากกว่าเพลงสมัยใหม่ ด้วยสำเนียงของภาค การขึ้นเสียงสูงต่ำ ลูกคอ อะไรแบบนี้ ทำให้เพลงมันมีเอกลักษณ์ความเป็นไทยมากกว่า และที่สำคัญ อย่างที่กล่าวไปแล้ว เพลงพวกนี้มีเนื้อหาที่แสดงออกถึงความวิถีชาวบ้านแบบไทยในต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น มันทำให้นึกถึงเทศกาลไทยต่างๆด้วย เช่น งานวัด ลอยกระทง สงการณ์ ในต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี

สำหรับผม หนังเรื่องนี้เป็นการผ่อนคลายแบบไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องการเหตุและผลใดๆทั้งสิ้น ฮามันไปกับมันก็พอ

ฮาครับ ฮาอย่างเดียว



Thursday, July 27, 2006

แค่เพื่อนค่ะพ่อ (Movie Festival 1)

ช่วงนี้ผมค่อนข้างว่าง พยายามหาอะไรทำไปเรื่อยๆ โชคดี เพื่อนข้างๆบ้านมีหนังเยอะ ผมเลยขอเค๊ายืมมาดู
ตอนนี้ก็เลยทำตัวเองกำลังอยู่ในช่วง Movie Festival ครับ โดยเน้นไปที่หนังไทย เพราะอยากเห็นหรือรับรู้สิ่งที่เป็นไทยๆหน่อย

เรื่องแรกที่ได้ดูชื่อเรื่องว่า "แค่เพื่อนค่ะพ่อ" ผมว่าหลายๆคนอาจจะไม่ได้ยินชื่อนี้ เพราะท่าทางคงไม่น่าจะอยู่ในโรงนาน เนื่องจากเป็นสินค้า OTOP คุณภาพของหนังมันก็เลยประมาณนั้น ขนาดเนื้อเรื่องย่อด้านหลังกล่องซีดียังไม่ตรงกับเนื้อหาที่ดูในเรื่องเลย

ธีมของเรื่องนี่ประมาณหนังเกาหลีเลย แต่มุขที่ใช้แต่ละอันนี่ไทยแท้ๆ (ขอบอก)

เนื้อเรื่องนี่ก็ประมาณว่าพระเอก (เด็กผู้ชาย ประมาณ ม. ปลาย หน้าตานี่เป็นที่ต้องการของสาวไทยเลย สูง ขาว ผอม หล่อ ตี๋ ตาตี่ คิ้วเข้ม: ที่มา หัวหน้าพรรคใครรักเรา) ย้ายโรงเรียนจาก กทม. ไปบ้านนอก เจอพวกเด็กเก๋าๆในโรงเรียนแกล้ง สุดท้ายก็ต่อยกันและกลายเป็นเพื่อนซี้กัน

ประเด็นคือพระเอกไปชอบ ญ ที่น่ารัก(มากๆ)ในโรงเรียน เธอเป็นลูกสาวกำนัน พ่อดุมาก (หนังไทยโคตรๆ) แต่ไม่กล้าจีบ จนเพื่อนๆต้องหาวิธีช่วยจีบให้

ออกแนวรักวัยแรกรุ่น ประมาณว่าแค่นางเอกมองมาก็ตะเกียบตก อะไรประมาณนั้น (เลียนโคตรๆ)

และมุขที่ใช้จีบแต่ละอันนี่เน่าได้ที่จริงๆ เช่น เพื่อนๆจัดการซื้อของกินให้พระเอกเอาไปให้นางเอก โดยที่พระเอกยังไม่รู้เลยว่า ข้างในมีอะไร พอนางเอกเปิดดูก็เป็นขนมจีบพร้อมไม้เสียบรูปหัวใจ เขินกันทั้งนางเอกและพระเอก

อีกมุขนึง เพื่อนๆพระเอกจัดการให้รถนางเอกที่นั่งกลับบ้านเสียกลางทาง (จินตนาการว่าอยู่ในป่า) และพระเอกเป็นอัศวินขี่ม้าขาว (ปั่นจักรายาน)ไปเจอพอดี แล้วรับ กลับไปส่งที่บ้านให้

เน่าได้ที่มาก แต่ต้องยอมรับอย่างนึงว่าฉากในเรื่องสวยมาก น่าเป็นเขาใหญ่นะ แต่ไม่ค่อยมีเสียงเพลงในหนังเท่าไหรเลย อย่างกับหนังเงียบ

ตอนจบ นางเอกเป็นเนื้องอกในสมอง พ่อนางเอกจากที่เคยกีดกันไม่ให้พระเอกเจอนางเอก ก็ต้องยอมเพื่อที่จะให้ลูกสาวตัวเองมีความสุขก่อนจะต้องสิ้นลมไป

ฉากก่อนตายนี่ก็โรแมนติกมาก พระเอกพานางเอกไปนั่งริมทะเลสาบ เพื่อนๆจัดแพที่เต็มไปด้วยเทียนสว่างไสว(สวยงามมาก) ลอยเต็มทะเลสาบ และก็บอกรักนางเอก แต่ตอนที่พระเอกบอกรัก นางเอกก็เป็นลมหน้ามืดไปแล้ว ก็ต้องไปบอกกันอีกทีที่โรงพยาบาล พร้อมกับหมดลมหายใจ

พระเอกในเรื่องนี้เล่นง่ายมาก คงจะ casting แค่หน้าตาจริงๆ เพราะทั้งเรื่องนี่ตีหน้าเศร้าคิดถึงนางเอกอย่างเดียว และก็ดีใจตอนที่ได้อยู่กับนางเอก (แค่นั้นจริงๆ) ที่เหลือเพื่อนๆจักการให้หมด (ดีจริงๆ)

ดูเหมือนจะเป็นหนังเศร้า แต่ผมนั่งหัวเราะตลอกทั้งเรื่อง เพราะมุขไท๋ไทยๆของหนัง และความรู้สึกที่ว่าพระเอกไม่ต้องทำอะไรเลย เพื่อนๆช่วยหมด ประมาณว่าถ้าเพื่อนๆจีบแทนคงได้เป็นแฟนเหมือนกัน

ก็ไม่วายมีเพื่อนข้างๆบ้านผมนั่งดูไปร้องไห้ไป เล่นเอาคนไทยแถวนี้งงตามๆกันไปเลย เพราะออกจะฮา

หนังเรื่องนี้หาซื้อได้ที่ 7-11 (เมืองไทย) ทุกสาขา ใครอยากดูอะไรเน่าๆ ก็ไปหาซื้อมาดูกันได้ แต่ใจจริงแนะนำว่า ไปหาเช่ามาดูดีกว่า เพราะดูครั้งเดียวก็คงเบื่อแน่นอน แต่ถ้าจะซื้อก็ดีครับ อุดหนุนสินค้า OTOP กันหน่อย

แต่มีอย่างนึงที่ผมได้จากหนัง ก็คือ ดูแล้วคิดถึงเมืองไทยครับ อยากกลับบ้านจัง