แหยม ยโสธร (Movie Festival 2)
เรื่องที่สองที่ผมได้ดูคือ "แหยม ยโสธร" จริงๆเรื่องผมได้ดูตั้งแต่ต้นปีแล้วครับ ช่วงนี้กลับนำมาดูใหม่อีกครั้ง เพราะเป็นช่วงเทศกาลหนังของผม
ถ้ารวมครั้งที่ดูล่าสุดด้วยแล้ว ผมดูเรื่องนี้มาทั้งหมดสามครั้งแล้วครับ
ไม่ว่าจะดูกี่ทีก็ฮาเหมือนเดิม ด้วยความชอบหม่ำเล่นตลกด้วยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย
ยิ่งเรื่องนี้กำกับเอง เล่นเองด้วย ทำให้ "ฮา" ยิ่งกว่าปกติ
คงไม่ต้องบรรยายอะไรเกี่ยวกับหนังมาก เพราะหลายๆคนน่าจะรู้ดีถึง "ความสดของสี" ในหนังที่ตัดกันอย่างสุดๆ แบบว่าเสื้อเขียวปี๋ หรือแดงจ๋า กางเกงเหลืองอ๋อย (ซึ่งโคตรไม่เข้ากันอย่างแรง ขอบอก) ก็ยังไม่วาย ผมก็ยังฮาทั้งที่ตัวละครยังไม่ปล่อยมุขอะไรเลยด้วยซ้ำ
สิ่งที่ผมชอบของหนังเรื่องนี้ก็คือมันได้บรรยายกาศชาวบ้านมากๆ ทำให้ชวนคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนผม อุทัยธานี กลับไปสมัยตอนผมเด็กๆ ทุ่งนาสีเขียวขจี คนใช้ควายจริงๆไถนา ถนนลูกลัง รถทัวร์ไม่ติดแอร์สีแดงเก่าๆ ที่ผมเคยนั่งกับพ่อกลับ กทม. ช่วงปีใหม่สมัยผม ป.สี่ ป.ห้า (เพราะที่นั่งบนรถทัวร์ติดแอร์สีน้ำเงินขายหมดไปตั้งนานแล้ว) คนมานั่งรอเพื่อนๆญาติๆที่ท่ารถกลับจาก กทม. (ถ้าสมัยนี้ ก็จินตานาการถึงคนรอรับที่สนามบิน) งานวัด ชิงช้าสวรรค์ ชาวบ้านพูดภาษาท้องถิ่น ท่วงทำนองของเพลงลูกทุ่งที่เนื้อหาบรรยายถึงวิถีชาวบ้าน
และชอบมุขของหม่ำ ตั้งแต่มุขแรกสุดที่เจ้ย (เจ็นเน็ต เขียว) จับ "ปลาดุก" ของไอ้แหยม (หม่ำ) ต่อไปถึงมุขที่ไม้กางเขนพระเยซูหัก ม้าพระถำซำจั๋งป่วย ไปจนถึงมุขสุดท้าย ปูไต่ ที่มีลูกของแหยมกับเจ้ยที่มีไฝเหมือนเจ้ยทำท่าคางคงผสมพันธุ์
ผมสนใจบทเพลงของหนังเรื่องนี้ในระดับนึงทีเดียว ผมว่ามันทำดีกว่าเพลงไทยสมัยใหม่เสียอีก
จริงๆแล้ว เพลงลูกทุ่งร้องยากกว่าเพลงสมัยใหม่ ด้วยสำเนียงของภาค การขึ้นเสียงสูงต่ำ ลูกคอ อะไรแบบนี้ ทำให้เพลงมันมีเอกลักษณ์ความเป็นไทยมากกว่า และที่สำคัญ อย่างที่กล่าวไปแล้ว เพลงพวกนี้มีเนื้อหาที่แสดงออกถึงความวิถีชาวบ้านแบบไทยในต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น มันทำให้นึกถึงเทศกาลไทยต่างๆด้วย เช่น งานวัด ลอยกระทง สงการณ์ ในต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี
สำหรับผม หนังเรื่องนี้เป็นการผ่อนคลายแบบไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องการเหตุและผลใดๆทั้งสิ้น ฮามันไปกับมันก็พอ
ฮาครับ ฮาอย่างเดียว

ถ้ารวมครั้งที่ดูล่าสุดด้วยแล้ว ผมดูเรื่องนี้มาทั้งหมดสามครั้งแล้วครับ
ไม่ว่าจะดูกี่ทีก็ฮาเหมือนเดิม ด้วยความชอบหม่ำเล่นตลกด้วยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย
ยิ่งเรื่องนี้กำกับเอง เล่นเองด้วย ทำให้ "ฮา" ยิ่งกว่าปกติ
คงไม่ต้องบรรยายอะไรเกี่ยวกับหนังมาก เพราะหลายๆคนน่าจะรู้ดีถึง "ความสดของสี" ในหนังที่ตัดกันอย่างสุดๆ แบบว่าเสื้อเขียวปี๋ หรือแดงจ๋า กางเกงเหลืองอ๋อย (ซึ่งโคตรไม่เข้ากันอย่างแรง ขอบอก) ก็ยังไม่วาย ผมก็ยังฮาทั้งที่ตัวละครยังไม่ปล่อยมุขอะไรเลยด้วยซ้ำ
สิ่งที่ผมชอบของหนังเรื่องนี้ก็คือมันได้บรรยายกาศชาวบ้านมากๆ ทำให้ชวนคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนผม อุทัยธานี กลับไปสมัยตอนผมเด็กๆ ทุ่งนาสีเขียวขจี คนใช้ควายจริงๆไถนา ถนนลูกลัง รถทัวร์ไม่ติดแอร์สีแดงเก่าๆ ที่ผมเคยนั่งกับพ่อกลับ กทม. ช่วงปีใหม่สมัยผม ป.สี่ ป.ห้า (เพราะที่นั่งบนรถทัวร์ติดแอร์สีน้ำเงินขายหมดไปตั้งนานแล้ว) คนมานั่งรอเพื่อนๆญาติๆที่ท่ารถกลับจาก กทม. (ถ้าสมัยนี้ ก็จินตานาการถึงคนรอรับที่สนามบิน) งานวัด ชิงช้าสวรรค์ ชาวบ้านพูดภาษาท้องถิ่น ท่วงทำนองของเพลงลูกทุ่งที่เนื้อหาบรรยายถึงวิถีชาวบ้าน
และชอบมุขของหม่ำ ตั้งแต่มุขแรกสุดที่เจ้ย (เจ็นเน็ต เขียว) จับ "ปลาดุก" ของไอ้แหยม (หม่ำ) ต่อไปถึงมุขที่ไม้กางเขนพระเยซูหัก ม้าพระถำซำจั๋งป่วย ไปจนถึงมุขสุดท้าย ปูไต่ ที่มีลูกของแหยมกับเจ้ยที่มีไฝเหมือนเจ้ยทำท่าคางคงผสมพันธุ์
ผมสนใจบทเพลงของหนังเรื่องนี้ในระดับนึงทีเดียว ผมว่ามันทำดีกว่าเพลงไทยสมัยใหม่เสียอีก
จริงๆแล้ว เพลงลูกทุ่งร้องยากกว่าเพลงสมัยใหม่ ด้วยสำเนียงของภาค การขึ้นเสียงสูงต่ำ ลูกคอ อะไรแบบนี้ ทำให้เพลงมันมีเอกลักษณ์ความเป็นไทยมากกว่า และที่สำคัญ อย่างที่กล่าวไปแล้ว เพลงพวกนี้มีเนื้อหาที่แสดงออกถึงความวิถีชาวบ้านแบบไทยในต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น มันทำให้นึกถึงเทศกาลไทยต่างๆด้วย เช่น งานวัด ลอยกระทง สงการณ์ ในต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี
สำหรับผม หนังเรื่องนี้เป็นการผ่อนคลายแบบไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องการเหตุและผลใดๆทั้งสิ้น ฮามันไปกับมันก็พอ
ฮาครับ ฮาอย่างเดียว


