<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382</id><updated>2011-07-08T00:13:11.668+01:00</updated><title type='text'>Music is Life!!</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>15</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382.post-115542924004051855</id><published>2006-08-13T01:32:00.000+01:00</published><updated>2006-08-13T01:34:00.060+01:00</updated><title type='text'>เทศกาลหนัง 3</title><content type='html'>หนังเรื่องต่อมาที่ผมได้ดู คือ "คนระลึกชาติ" และ "ซาไกยูไนเต็ด"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผมเอาสองเรื่องนี้มาพูดรวมกัน ก็เพราะแต่ละเรื่องผมไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร เลยไม่รู้จะพูดอะไรเกี่ยวกับหนังดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องแรก "คนระลึกชาติ" จะดีก็ตรงมี อ้อม พิยดา มาเล่นเป็นนางเอกให้ (ผมชอบ) &lt;br /&gt;จริงๆธีมของหนังดีมาก กล่าวคือ กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง ไม่ว่าในชาตินี้หรือชาติ ถ้าชาตินี้คุณพยายามที่ลบมัน อย่างไรซะ ชาติหน้าคุณก็ต้องเจออยู่ดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเห็นด้วยกับหนัง คือยอมทำให้เสร็จๆไปในชาตินี้เลยดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผมแล้ว น่าเสียดายมากที่หนังทำมาไม่ค่อยตรงใจผมเท่าไหรนัก ในเรื่องของการดำเนินเนื้อเรื่อง&lt;br /&gt;ในหนังไม่ได้พูดให้กระจ่ายว่าชาติที่แล้วได้ทำอะไรไว้ จึงส่งผลร้ายในแบบต่างๆมาถึงในชาตินี้ มีก็เพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังเหมือนแค่ขายความมันส์ (แต่ผมไม่รู้สึกมันส์ตามเท่าไรนัก) ขายดารา ฉากแอกชั่น และเทคนิคที่ถ่ายทำยากๆ แต่นัยที่แท้จริงของเนื้อเรื่องไม่ทำให้ชัดเจดในเรื่อง คือไม่ได้ทำให้คนรู้สึกไม่อยากทำกรรมชั่วในชาตินี้ เพื่อจะได้ไม่เกิดเรื่องเลวร้ายในชาติต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ว่าหนังเรื่อง "คนระลึกชาติ" จะลงทุนเยอะ แต่ผมคิดว่า "ซาไกยูไนเต็ด" ทำได้สนุกกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังเรื่องนี้มี พงพัฒน์ วชิรบรรจง เป็นตัวเอกชูโรงอยู่คนเดียว เนื้อเรื่องของหนังไม่มีอะไรมาก เกี่ยวกับเด็กๆในเผ่าซาไกเตะบอลเก่ง พงพัฒน์ วชิระบรรจง ซึ่งเคยเป็นโค้ชฟุตบอลเก่ากำลังถังแตกพอดี  (เสียเรื่องพนันบอล และล้มบอล) เลยอยากปั้นเด็กพวกนี้ไปแข่งชิงถ้วยพระราชทาน เพื่อชื่อเสียงและเงินทอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆทางพวกเด็กซาไก ไม่ได้อยากจะไปแข่งขันระดับประเทศเท่าไหร แต่เนื่องด้วยที่เผ่าเกิดโรคระบาด และไม่มียารักษา หัวหน้าเผ่าซึ่งอ่านหนังสือไม่ออก จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยได้รับยาพระราชทานซึ่งคำว่า "พระราชทาน" บนซองยาตรงกับ ถ้วย"พระราชทาน" ของการแข่งขันฟุตบอล ก็ปักใจเชื่อว่าถ้าเด็กพวกนี้สามารถเอาถ้วยกลับมาได้ โรคร้ายในหมู่บ้านก็จะหายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดำเนินเนื้อเรื่องออกแนวฮาซะมาก คือทำเหมือนพวกซาไกเป็นบ้านนอกเข้ากรุง ถึงแม้ว่าความจริงจะเป็นเช่นนั้น แต่สำหรับตัวผมคิดว่าเล่นกันแรงเกินไป เหมือนดูถูกพวกคนซาไกซะส่วนใหญ่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าหนังจะพยายามจะให้ตอนจบ ทำให้คนดูเห็นว่า คนเมืองหรือคนที่คิดว่าตัวเองมีความเป็นศิวิไลท์ ดูถูกเผ่าซาไกต่อไปไม่ได้อีกแล้ว แต่ตลอดทั้งเรื่องผมว่าเล่นรุนแรงไป เหมือนเอาชนเผ่าซาไกมาเป็นของเล่นของคนเมืองอย่างไงอย่างงั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่แน่นอน ในการแข่งขันนัดสุดท้าย ซาไกต้องแข่งกับทีมที่เก่งกว่า โค๊ช (พงพัฒน์ วชิรบรรจง) ก็กลับกลายเป็นคนดีมาช่วยปรับแผนทีมทำให้ทีมซาไกสามารถเอาชนะในรอบชิงชนะเลิศนี้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนจบพวกทีมซาไก นำถ้วยพระราชทานกลับบ้านเหมือนอย่างที่ตั้งใจไว้ให้คนในหมู่บ้านหายจากโรคร้าย มีการสักการะถ้วยที่ได้มานั้นบนต้นไม้สูงแล้วก็นั่งเฝ้ารอปาฏิหาร์ แต่ก็รออยู่นาน ก็ยังไม่มีปาฏิหาร์ใดๆเกิดขึ้น คนในหมู่บ้านเริ่มไม่เชื่อในถ้วยพระราชทานต่างทยอยลุกหนี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หนังก็คือหนังจริงๆ อยู่ดีๆแสงพระอาทิตย์ก็สาดส่องมาที่ถ้วย แสงที่ตกกระทบบนถ้วยไปถึงบรรดาหมอๆส่วนพระองค์ที่กำลังเดินป่าหาพวกซาไกซึ่งหลงทางมาแล้วหลายวัน พอดิบพอดี และแสงนี้เองนำทางพวกหมอไปสู่หมู่บ้านชนเผ่าซาไก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูเหมือนจะดี แต่สำหรับผมแล้ว คิดว่ามันไม่มีอยู่ในในความจริง และไม่มีอยู่จริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเรื่องดีที่หนังทำให้คนรักในหลวงมากขึ้น แต่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13476382-115542924004051855?l=apipong71.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/115542924004051855/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=13476382&amp;postID=115542924004051855' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/115542924004051855'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/115542924004051855'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/2006/08/3.html' title='เทศกาลหนัง 3'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382.post-115421902930710678</id><published>2006-07-30T01:23:00.000+01:00</published><updated>2006-07-30T01:26:40.650+01:00</updated><title type='text'>แหยม ยโสธร (Movie Festival 2)</title><content type='html'>เรื่องที่สองที่ผมได้ดูคือ "แหยม ยโสธร" จริงๆเรื่องผมได้ดูตั้งแต่ต้นปีแล้วครับ ช่วงนี้กลับนำมาดูใหม่อีกครั้ง เพราะเป็นช่วงเทศกาลหนังของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้ารวมครั้งที่ดูล่าสุดด้วยแล้ว ผมดูเรื่องนี้มาทั้งหมดสามครั้งแล้วครับ&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะดูกี่ทีก็ฮาเหมือนเดิม ด้วยความชอบหม่ำเล่นตลกด้วยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย&lt;br /&gt;ยิ่งเรื่องนี้กำกับเอง เล่นเองด้วย ทำให้ "ฮา" ยิ่งกว่าปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงไม่ต้องบรรยายอะไรเกี่ยวกับหนังมาก เพราะหลายๆคนน่าจะรู้ดีถึง "ความสดของสี" ในหนังที่ตัดกันอย่างสุดๆ แบบว่าเสื้อเขียวปี๋ หรือแดงจ๋า กางเกงเหลืองอ๋อย (ซึ่งโคตรไม่เข้ากันอย่างแรง ขอบอก) ก็ยังไม่วาย ผมก็ยังฮาทั้งที่ตัวละครยังไม่ปล่อยมุขอะไรเลยด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ผมชอบของหนังเรื่องนี้ก็คือมันได้บรรยายกาศชาวบ้านมากๆ ทำให้ชวนคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนผม อุทัยธานี กลับไปสมัยตอนผมเด็กๆ ทุ่งนาสีเขียวขจี คนใช้ควายจริงๆไถนา ถนนลูกลัง รถทัวร์ไม่ติดแอร์สีแดงเก่าๆ ที่ผมเคยนั่งกับพ่อกลับ กทม. ช่วงปีใหม่สมัยผม ป.สี่ ป.ห้า (เพราะที่นั่งบนรถทัวร์ติดแอร์สีน้ำเงินขายหมดไปตั้งนานแล้ว) คนมานั่งรอเพื่อนๆญาติๆที่ท่ารถกลับจาก กทม. (ถ้าสมัยนี้ ก็จินตานาการถึงคนรอรับที่สนามบิน) งานวัด ชิงช้าสวรรค์ ชาวบ้านพูดภาษาท้องถิ่น ท่วงทำนองของเพลงลูกทุ่งที่เนื้อหาบรรยายถึงวิถีชาวบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และชอบมุขของหม่ำ ตั้งแต่มุขแรกสุดที่เจ้ย (เจ็นเน็ต เขียว) จับ "ปลาดุก" ของไอ้แหยม (หม่ำ) ต่อไปถึงมุขที่ไม้กางเขนพระเยซูหัก ม้าพระถำซำจั๋งป่วย ไปจนถึงมุขสุดท้าย ปูไต่ ที่มีลูกของแหยมกับเจ้ยที่มีไฝเหมือนเจ้ยทำท่าคางคงผสมพันธุ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมสนใจบทเพลงของหนังเรื่องนี้ในระดับนึงทีเดียว ผมว่ามันทำดีกว่าเพลงไทยสมัยใหม่เสียอีก &lt;br /&gt;จริงๆแล้ว เพลงลูกทุ่งร้องยากกว่าเพลงสมัยใหม่ ด้วยสำเนียงของภาค การขึ้นเสียงสูงต่ำ ลูกคอ อะไรแบบนี้ ทำให้เพลงมันมีเอกลักษณ์ความเป็นไทยมากกว่า และที่สำคัญ อย่างที่กล่าวไปแล้ว เพลงพวกนี้มีเนื้อหาที่แสดงออกถึงความวิถีชาวบ้านแบบไทยในต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น มันทำให้นึกถึงเทศกาลไทยต่างๆด้วย เช่น งานวัด ลอยกระทง สงการณ์ ในต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผม หนังเรื่องนี้เป็นการผ่อนคลายแบบไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องการเหตุและผลใดๆทั้งสิ้น ฮามันไปกับมันก็พอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฮาครับ ฮาอย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.moviebang.com/webboard/pic/25480825163121.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13476382-115421902930710678?l=apipong71.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/115421902930710678/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=13476382&amp;postID=115421902930710678' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/115421902930710678'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/115421902930710678'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/2006/07/movie-festival-2.html' title='แหยม ยโสธร (Movie Festival 2)'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382.post-115401484573134617</id><published>2006-07-27T16:33:00.000+01:00</published><updated>2006-07-30T01:22:58.666+01:00</updated><title type='text'>แค่เพื่อนค่ะพ่อ (Movie Festival 1)</title><content type='html'>ช่วงนี้ผมค่อนข้างว่าง พยายามหาอะไรทำไปเรื่อยๆ โชคดี เพื่อนข้างๆบ้านมีหนังเยอะ ผมเลยขอเค๊ายืมมาดู &lt;br /&gt;ตอนนี้ก็เลยทำตัวเองกำลังอยู่ในช่วง Movie Festival ครับ โดยเน้นไปที่หนังไทย เพราะอยากเห็นหรือรับรู้สิ่งที่เป็นไทยๆหน่อย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องแรกที่ได้ดูชื่อเรื่องว่า "แค่เพื่อนค่ะพ่อ" ผมว่าหลายๆคนอาจจะไม่ได้ยินชื่อนี้ เพราะท่าทางคงไม่น่าจะอยู่ในโรงนาน เนื่องจากเป็นสินค้า OTOP คุณภาพของหนังมันก็เลยประมาณนั้น ขนาดเนื้อเรื่องย่อด้านหลังกล่องซีดียังไม่ตรงกับเนื้อหาที่ดูในเรื่องเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธีมของเรื่องนี่ประมาณหนังเกาหลีเลย แต่มุขที่ใช้แต่ละอันนี่ไทยแท้ๆ (ขอบอก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อเรื่องนี่ก็ประมาณว่าพระเอก (เด็กผู้ชาย ประมาณ ม. ปลาย หน้าตานี่เป็นที่ต้องการของสาวไทยเลย สูง ขาว ผอม หล่อ ตี๋ ตาตี่ คิ้วเข้ม: ที่มา หัวหน้าพรรคใครรักเรา) ย้ายโรงเรียนจาก กทม. ไปบ้านนอก เจอพวกเด็กเก๋าๆในโรงเรียนแกล้ง สุดท้ายก็ต่อยกันและกลายเป็นเพื่อนซี้กัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นคือพระเอกไปชอบ ญ ที่น่ารัก(มากๆ)ในโรงเรียน เธอเป็นลูกสาวกำนัน พ่อดุมาก (หนังไทยโคตรๆ) แต่ไม่กล้าจีบ จนเพื่อนๆต้องหาวิธีช่วยจีบให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ออกแนวรักวัยแรกรุ่น ประมาณว่าแค่นางเอกมองมาก็ตะเกียบตก อะไรประมาณนั้น (เลียนโคตรๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และมุขที่ใช้จีบแต่ละอันนี่เน่าได้ที่จริงๆ เช่น เพื่อนๆจัดการซื้อของกินให้พระเอกเอาไปให้นางเอก โดยที่พระเอกยังไม่รู้เลยว่า ข้างในมีอะไร พอนางเอกเปิดดูก็เป็นขนมจีบพร้อมไม้เสียบรูปหัวใจ เขินกันทั้งนางเอกและพระเอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกมุขนึง เพื่อนๆพระเอกจัดการให้รถนางเอกที่นั่งกลับบ้านเสียกลางทาง (จินตนาการว่าอยู่ในป่า) และพระเอกเป็นอัศวินขี่ม้าขาว (ปั่นจักรายาน)ไปเจอพอดี แล้วรับ กลับไปส่งที่บ้านให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เน่าได้ที่มาก แต่ต้องยอมรับอย่างนึงว่าฉากในเรื่องสวยมาก น่าเป็นเขาใหญ่นะ แต่ไม่ค่อยมีเสียงเพลงในหนังเท่าไหรเลย อย่างกับหนังเงียบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนจบ นางเอกเป็นเนื้องอกในสมอง พ่อนางเอกจากที่เคยกีดกันไม่ให้พระเอกเจอนางเอก ก็ต้องยอมเพื่อที่จะให้ลูกสาวตัวเองมีความสุขก่อนจะต้องสิ้นลมไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉากก่อนตายนี่ก็โรแมนติกมาก พระเอกพานางเอกไปนั่งริมทะเลสาบ เพื่อนๆจัดแพที่เต็มไปด้วยเทียนสว่างไสว(สวยงามมาก) ลอยเต็มทะเลสาบ และก็บอกรักนางเอก แต่ตอนที่พระเอกบอกรัก นางเอกก็เป็นลมหน้ามืดไปแล้ว ก็ต้องไปบอกกันอีกทีที่โรงพยาบาล พร้อมกับหมดลมหายใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระเอกในเรื่องนี้เล่นง่ายมาก คงจะ casting แค่หน้าตาจริงๆ เพราะทั้งเรื่องนี่ตีหน้าเศร้าคิดถึงนางเอกอย่างเดียว และก็ดีใจตอนที่ได้อยู่กับนางเอก (แค่นั้นจริงๆ) ที่เหลือเพื่อนๆจักการให้หมด (ดีจริงๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูเหมือนจะเป็นหนังเศร้า แต่ผมนั่งหัวเราะตลอกทั้งเรื่อง เพราะมุขไท๋ไทยๆของหนัง และความรู้สึกที่ว่าพระเอกไม่ต้องทำอะไรเลย เพื่อนๆช่วยหมด ประมาณว่าถ้าเพื่อนๆจีบแทนคงได้เป็นแฟนเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ไม่วายมีเพื่อนข้างๆบ้านผมนั่งดูไปร้องไห้ไป เล่นเอาคนไทยแถวนี้งงตามๆกันไปเลย เพราะออกจะฮา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังเรื่องนี้หาซื้อได้ที่ 7-11 (เมืองไทย) ทุกสาขา ใครอยากดูอะไรเน่าๆ ก็ไปหาซื้อมาดูกันได้ แต่ใจจริงแนะนำว่า ไปหาเช่ามาดูดีกว่า เพราะดูครั้งเดียวก็คงเบื่อแน่นอน แต่ถ้าจะซื้อก็ดีครับ อุดหนุนสินค้า OTOP กันหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มีอย่างนึงที่ผมได้จากหนัง ก็คือ ดูแล้วคิดถึงเมืองไทยครับ อยากกลับบ้านจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.popcornfor2.com/movies/images/onlyfriend/onlyfriend.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13476382-115401484573134617?l=apipong71.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/115401484573134617/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=13476382&amp;postID=115401484573134617' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/115401484573134617'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/115401484573134617'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/2006/07/movie-festival-1.html' title='แค่เพื่อนค่ะพ่อ (Movie Festival 1)'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382.post-114779705058791726</id><published>2006-05-16T15:53:00.000+01:00</published><updated>2006-05-17T04:51:47.443+01:00</updated><title type='text'>"If I were not ..., I probably would be ..."</title><content type='html'>“If I were not a physicist, I would probably be a musician. I often think in music. I live my daydreams in music. I see my life in terms of music. ... I get most joy in life out of music.” - Albert Einstein&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;So would I, Dr.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้ลองรวบรวมเพลงในแบบฉบับของผมที่คิดว่าคนทั่วไปน่าจะเคยได้ยินกันแล้วชอบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมตั้งชือให้ว่า Romanze Vol.1 เพราะเพลงที่ผมเลือกออกจะโรแมนติกซะเกือบหมด ผมกะเวลาให้ไม่เกิน 80 นาที ฉะนั้นสามารถอัดไว้ฟังเป็นซีดีได้นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเรียงลำดับเพลงของผม ใจนึงก็อยากจะจินตนาการเหมือนกันการกินอาหารหรูหราของคนฝรั่ง ที่ต้องมีอุปกรณ์มากมาย ช้อนซ่อมเป็นสิบคัน แก้วหลายๆใบ เสริฟเป็นจานใหญ่ๆหลายๆชุด และต้องแต่งตัวดูดีๆหน่อย ไม่งั้นเดี๋ยวบ๋อยจะเหยียดเอา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พอมาคิดดูแล้ว ผมลงความเห็นกับตัวเองว่า ให้จินตนาการเหมือนกำลังกิน"โต๊ะจีน"แบบบ้านเราดีกว่า อุปกรณ์การกินมีแค่ตะเกียบหนึ่งคู่ ช้อนเล็กๆหนึ่งคัน แก้วน้ำหนึ่งใบ กระดาษทิชชู่ผืนเล็กๆสีชมพู และที่สำคัญ แต่งตัวสบายๆ&lt;br /&gt;ซึ่งก็เทียบเหมือนกับเพลงที่ผมกำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ ที่ไม่ต้องมีอุปกรณ์เยอะแยะเหมือนอาหารฝรั่ง แต่ก็รับฟังได้มีความสุข(อิ่ม)ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมนูของผม เริ่มเสริฟด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. &lt;a href="http://two.fsphost.com/apipong71/Music/Romanze1/Moonlight.mp3 "&gt;Moonlight Sonata &lt;/a&gt;ของ Beethoven ออเดริฟเริ่มด้วยเพลงเดี่ยวเปียโน เป็นท่อนแรกจากทั้งหมดสามท่อน ที่ฟังไม่กระแทกกระทั้นมาก เพลงนี้เศร้ามากๆ ในความคิดผม เบโธ่เฟ่นไม่ได้ตั้งชื่อเพลงนี้ว่า Moonlight แต่นักฟังสักคนในสมัยก่อนฟังแล้ว ก็เปรียมว่าเหมือนกับ อยู่เงียบๆใต้แสงจันทร์ เพลงนี้ค่อนข้างจะคุ้นหูหลายๆคน เพราะใช้โน๊ตสามตัวหลักเล่นซ้ำไปมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. &lt;a href="http://two.fsphost.com/apipong71/Music/Romanze1/RomanceGadfly.mp3"&gt;Romance from The Gadfly &lt;/a&gt;ของ Shostakovich สำหรับเพลงนี้เริ่ม อาหารเริ่มหนักมาหน่อย เพลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของ The Gadfly Suite ที่มีเรื่องราวมาจากนวนิยาย The Gadfly ของ Ethel Lilian Voynich และช็อคตาโควิชนำมาแต่งเป็นเพลงสำหรับหนัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. &lt;a href="http://two.fsphost.com/apipong71/Music/Romanze1/Emperor.mp3"&gt;Emperor Concerto &lt;/a&gt;ของ Beethoven เป็นเพลงเดี่ยวเปียโนกับวงใหญ่ เพลงนี้จริงๆแล้วดังทั้งสามท่อน แต่ที่นำมาให้ฟังเป็นท่อนสอง(ท่อนช้า) ที่โรแมนติกมากๆ ครั้นเมื่อผมฟังครั้งแรกจบ ผมต้องวิ่งกดให้ซีดีมันกลับไปเล่นใหม่อีกครั้ง เพราะรู้สึกว่ามันโดนเหลือเกิน ฟังแล้วก็น่าจะมีความสุขกันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. &lt;a href="http://two.fsphost.com/apipong71/Music/Romanze1/MozartViolinCon3.mp3"&gt;Violin Concerto No. 3&lt;/a&gt; ของ Mozart เป็นเพลงเดี่ยวไวโอลินกับวงใหญ่ ที่นำมาให้ฟังเป็นท่อนสอง(ท่อนช้า) ก็ลองฟังกันดูว่าเพลงของโมสาร์ตเพลงนี้ หวานขนาดไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. &lt;a href="http://two.fsphost.com/apipong71/Music/Romanze1/Pathetique.mp3"&gt;Pathetique Sonata &lt;/a&gt;ของ Beethoven หลังจากได้กินอาหารหนักๆกันมาแล้วสามจานติด ก็มาพักกินอาหารจานเล็กๆบ้าง Pathetique แปลแบบชาวบ้านๆ ก็แปลว่า มีความรู้สึก ในที่นี้น่าจะเป็นความรักและความเศร้า เพลงนี้เค๊าว่ากันว่าเป็นเพลงโรแมนติกเพลงแรกของเบโธ่เฟ่น ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ก็ลองฟังกันดูว่ามันโรแมนติกจริงหรือเปล่าครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. &lt;a href="http://two.fsphost.com/apipong71/Music/Romanze1/Thais.mp3"&gt;Meditation "Thais"&lt;/a&gt; ของ Massenet (ชื่อเพลงอ่านว่า "ทา-อิส")เพลงนี้เป็นการเดี่ยวไวโอลินกับวงใหญ่ เป็นท่อนๆนึงของโอเปร่าเรื่องทาอิส ผมว่าเพลงนี้ค่อนข้างจะเค้นอารมณ์ทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. &lt;a href="http://two.fsphost.com/apipong71/Music/Romanze1/MozartClaCon.mp3"&gt;Clarinet Concerto &lt;/a&gt;ของ Mozart เป็นเพลงเดี่ยวคาลิเน็ตกับวงใหญ่ ที่นำมาให้ฟังเป็นท่อนสอง(ท่อนช้า) คาลิเน็ตได้ถูกคิดค้นขึ้นในช่วงปั้นปลายชีวิตของโมสาร์ต ตัวโมสาร์ตเองชอบเสียงคาลิเน็ตมากๆ เพราะให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและลุ่มลึก โมสาร์ตแต่งเพลงนี้สามเดือนก่อนเสียชีวิต ผมรู้สึกว่าเพลงนี้ทำให้ผมมองโมสาร์ตใหม่ว่า จริงๆแล้วโมสาร์ตก็น่าจะเป็นคนโรแมนติกเหมือนกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. &lt;a href="http://two.fsphost.com/apipong71/Music/Romanze1/ClaireDeLune.mp3"&gt;Claire de Lune &lt;/a&gt;ของ Debussy ผ่านอาหารจานใหญ่กันไปอีกสองเพลง ผมเลยอยากให้ได้พักสักหน่อยกับเพลงนี้ ก่อนที่จะกินอาหารจานเด็ด เพลงนี้เป็นเพลงเดี่ยวเปียโนท่อนนึงจาก Suite bergamasque สำหรับผมเองรู้สึกว่าเพลงนี้ค่อยข้างจะล่องลอย ฟังแล้วก็อ้างว้างดีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. &lt;a href="http://two.fsphost.com/apipong71/Music/Romanze1/ChopinPianoCon1.mp3"&gt;Piano Concerto No.1&lt;/a&gt; ของ Chopin ผมถือว่าเพลงนี้เป็นอาหารจานเด็ดของโต๊ะจีนนี้เลยครับ ถ้าพูดถึงเปียโน ก็ต้องเจ้าพ่อเปียโนอย่างโชแปง เพลงนี้เป็นเพลงเดี่ยวเปียโนกับวงใหญ่ ที่นำมาให้ฟังเป็นท่อนสอง(ท่อนช้า) เพลงนี้ใจจริงของโชแปงคิดกะจะเก็บไว้เล่นเองในหมู่ครอบครัวหรือเพื่อนสนิทเท่านั้น จุดนี้สามารถที่จะตีความได้ว่า การแต่งเพลงนี้ของโชแปงไม่ได้เอาใจผู้ฟังโดยทั่วไป แต่น่าจะแต่งตามที่อยากจะแต่งมากกว่า ฉะนั้นเพลงนี้ก็ควรที่จะแสดงถึงความรู้สึกของโชแปงได้ดีทีเดียว สำหรับผมแล้วมันเป็นเพลงที่โรแมนติกมากๆ ที่มีครบทุกรสชาติเลยครับ ทั้งดีใจ เสียใจ เศร้าใจ โกรธ แค้น งง เงียบอยู่คนเดียว ยินดี ฯลฯ และความรู้สึกที่เหมือนกับว่าเราเข้าใจอะไรๆหลายๆอย่างได้ดีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. &lt;a href="http://two.fsphost.com/apipong71/Music/Romanze1/NocturneNo2Op9.mp3 "&gt;Nocturne No.2 Op. 9 in E-flat &lt;/a&gt;ของ Chopin จานนี้เป็นของของหวานตบท้ายครับ จะได้แก้เลี่ยนพวกของคาวทั้งหลายได้บ้าง ผมเองพยายามหาชื่อที่เรียกง่ายๆของเพลงนี้เหมือนกันครับ แต่ก็ยังหาไม่ได้ครับ  Nocturne แปลว่า เพลงกลางคืน จริงๆโชแปงแต่ง Nocturne ไว้หลายชิ้น แต่บางชิ้นนี่ค่อนข้างจะแปลกๆ คือไม่เหมือนอยากจะให้เราหลับเท่าไหรเลย แต่งชิ้นที่เลือกมานี้ฟังไม่ยากครับและ Nocturne สมชื่อด้วย ถ้าจะให้ดีก็น่าจะไว้ฟังก่อนนอน จะได้นอนหลับคิดถึง"คนๆนั้น"ให้มีความสุขตลอดคืนครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองชิมดูละกันครับ ว่า โต๊ะจีนของผมอร่อยมั้ย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13476382-114779705058791726?l=apipong71.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/114779705058791726/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=13476382&amp;postID=114779705058791726' title='9 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/114779705058791726'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/114779705058791726'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/2006/05/if-i-were-not-i-probably-would-be.html' title='&quot;If I were not ..., I probably would be ...&quot;'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382.post-114735389265901817</id><published>2006-05-11T14:12:00.000+01:00</published><updated>2006-05-12T04:38:56.613+01:00</updated><title type='text'>วันว่างเมื่อใกล้สอบ</title><content type='html'>วันก่อนด้วยความเบื่ออ่านหนังสือมากๆ (ทั้งๆที่ก็ใกล้สอบ) จึงเข้าไปแก้เบื่อในโลกเสมือน เล่นไปเล่นมาสักพัก ทำให้รู้ว่า &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Wiki"&gt;wikipedia&lt;/a&gt; เป็นเว็บที่ดีมากๆ ให้ความรู้แบบไม่มีวันหมดจริงๆ ลิงค์ไปได้เรื่อยๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สุดท้ายผมไปเสียเวลากับ hi5 ซะมาก ด้วยการเข้าไปเติมข้อมลูของตัวผมเอง โดยเฉพาะหน้า "Interest" ที่ถามหลายๆอย่างเกี่ยวกับดนตรี เลยเสียเวลาตอบไปซะนานทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลยเอามาให้ดูขำๆกันนะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;About Me&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;Economics is difficult. &lt;br /&gt;UK is cold. &lt;br /&gt;English food is suck!! &lt;br /&gt;... &lt;br /&gt;but Thai girls are prettier na.  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Who I'd Like To Meet&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;"The one", so ... where are you?!?!?  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Interests &lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;Music without word that can speak right to your heart!! &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;By the way, the 2nd movement of Beethoven Piano Sonata No.32 is where Jazz was first invented; thus, Jazz lovers check it out!!! &lt;a href="http://two.fsphost.com/apipong71/Music/BeeJazz.mp3"&gt;คลิกเพื่อลองฟัง&lt;/a&gt; (ส่วนของแจ๊สเริ่มนาทีที่ 6.25)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;as well as, painting and antique.  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Favorite Music Genres&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;Classical  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;All Time Favorite Artists/Bands&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;Leonard Bernstein/his bands &lt;br /&gt;Mariss Janson/his bands &lt;br /&gt;Artur Rubinstein/his Steinway &lt;br /&gt;Kyung Wha Chung/her Strad &lt;br /&gt;Yo-Yo Ma/his Davidoff &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;and much more... &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Favorite Song&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;Currently the 2nd movement from Spring" Sonata. &lt;a href="http://two.fsphost.com/apipong71/Music/SpringSonata2nd.mp3"&gt;คลิกเพื่อลองฟัง&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;But all time Favorite is the only Violin Concerto from Beethoven; where Einstein realised "there is a God in heaven".  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Favorite Album&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;The Rachmaninov Orchestral works/Mariss Janson &lt;br /&gt;The Mahler Symphonies/Leonard Bernstein  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Favorite Music Video&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;The Triple Concerto from Barenboim, Perlman and Ma with Berlin in 1995  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Current Favorite Artists/Bands&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;Sir Neville Marriner/Academy of St. Martin in the Fields &lt;br /&gt;Sir Simon Rattle/Berlin Phil.  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Favorite Movies&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;Meet Joe Black &lt;br /&gt;"If you haven't try, you haven't live." - William Parrish  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Favorite TV Shows&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;The Simpsons &lt;br /&gt;"D'oh !!!" - Homer Simpson  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Favorite Books&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;Tuesday with Morrie &lt;br /&gt;"Death ends life, not relationship." - Morrie Schwartz  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Favorite Quote&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;"Music is something transporting me to another sphere; where my soul actually resides." - me&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13476382-114735389265901817?l=apipong71.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/114735389265901817/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=13476382&amp;postID=114735389265901817' title='10 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/114735389265901817'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/114735389265901817'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/2006/05/blog-post.html' title='วันว่างเมื่อใกล้สอบ'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>10</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382.post-113891829423913027</id><published>2006-02-02T22:06:00.000Z</published><updated>2006-05-11T13:56:41.910+01:00</updated><title type='text'>ถึงเวลา (It's time)</title><content type='html'>เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมคิดอยู่นานว่าจะเอาเรื่องอันนี้ (ผมเขียนไว้ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย. ปีที่แล้ว) ไว้ใน blog ของผมดีหรือเปล่า หลังจากคิดไปคิดมาอยู่นาน รวมทั้งถามความเห็นจากเพื่อนๆด้วย ผมจึงตัดสินใจด้วยเหตุผลทั้งมวล ว่า มันเป็นเรื่องไม่เกี่ยวกับดนตรี (ซึ่งด้วยความตั้งใจเดิมตั้งเดิมของผม ที่จะให้มีเฉพาะเรื่องของดนตรีเท่านั้น) และคงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะตัวผมเองไม่มีความรู้ด้านการบ้านการเมือง คนผู้อ่านคงไม่สนใจ และคงจะมีข้อถกเถียงกันอย่างมากมายตามมาแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พอผมได้เห็นข่าวคราวของบ้านเมืองที่ลุกเป็นไฟร้อนขึ้นทุกวัน ผมเลยทบทวนจุดยืนของตัวเอง ต่อเรื่องบ้านเมืองที่เกิดขึ้น ก็เลยกลับมาอ่านเรื่องที่ผมเขียนอันนี้ ผมจึงคิดได้ว่า มันก็คงไม่เสียหายอะไร ต่อการที่ประชาชนคนหนึ่งจะแสดงความเห็นของตนต่อประเทศของตนที่ปกครองด้วยระบบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองอ่านดูหละกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;----------------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากคอมเม็นต์ของคุณ POL_US นั้นทำให้ผมเองได้กลับมาคิด และพิจารณาตัวเองว่า จริงๆแล้วทำไมผมถึงได้ชื่นชมคุณ สนธิ และเกลียด "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" เข้าไส้ขนาดนั้น (ขอเรียนแบบ Harry Potter หน่อย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันดับแรกเลย ทำให้ผมคิดว่า "ผมกำลังตามกระแสอยู่หรือเปล่า?" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผม"สำนึก"ในคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่เรื่องนึง คือเรื่อง "กาลามาสูตร" ที่ตอนท้ายๆที่พระองค็ตรัสว่า "แม้แต่สิ่งที่พระองค์ตรัสไป ก็จงอย่าเชื่อ ให้พิจารณาเสียก่อน แล้วจึงตัดสินใจ" ผมขอยอมรับว่าคำสอนนี้ของพระพุทธเจ้า ทำให้ผมนับถือศาสนาพุทธอย่างหมดใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้นพอมาคิดดูแล้ว ใช่ว่าผมจะเห็นด้วยกับคุณสนธิทั้งหมดซะที่ไหนหละ ก็มีหลายเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย และคิดว่าคุณสนธิพูดเกินไป เช่น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องที่คุณสนธิบอกว่าฝรั่งจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหรือเปล่านั้น เค๊าไม่ได้ดูที่รัฐบาลหรอก เค๊าดูที่เบื้องบน ซึ่งผมก็เห็นว่าไม่จริง เพราะการที่ฝรั่งจะมาลงทุนนั้น อยู่ที่การให้อันดับความน่าเชื่อถือจากต่างประเทศ สถานการณ์ทางการเมือง และปัจจัยทางเศรษฐกิจอีกหลายๆด้าน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกเรื่องก็คือเรื่องที่รถไฟฟ้าใต้ดิน ทำไมถึงราคา 15 บาทตลอดสายในช่วงนั้น ก็เพราะต้องการให้คนไปสวนสนุกของบุตรชาย"คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"ที่ตั้งอยู่ที่เมืองทองธานี ผมกลับคิดว่าคนอยากจะไปเที่ยวสวนสนุกนั้น ไม่ได้เกี่ยวกันเลยว่ารถไฟจะราคาเท่าไหร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็มีหลายๆเรื่องที่ผมเห็นด้วยกับคุณสนธิ เช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้า "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" นั้นใจกว้างจริงๆแล้วหละก็ ท่านย่อมไม่ฟ้อง 500 ล้านบาท 2 ครั้งเป็นแน่ เพราะนี่มันคือการ”ปิดปาก”มากกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้า "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" นั้นใจกว้างจริงๆแล้วหละก็ ทำไมไม่ยอมให้ฝ่ายค้านสามารถตรวจสอบตัวท่านเองได้หละ เพราะถ้าสะอาดจริงจะกลัวอะไรหละ ทั้งนี้ทั้งนั้นในทางกลับกันทำให้คนเห็นว่านายกคนนี้ใจกว้างและสะอาดหมดจดเสียอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และ ถ้า "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" นั้น "ไม่เลือกปฎิบัติ" ในการบิรหารประเทศ ก็คงจะไม่มีคำพูดแห่งปีที่ว่า จังหวัดไหนที่ไว้วางใจเลือก สส.ของพรรค"คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" ก็ต้องทำให้จังหวัดนั้นก่อน  ผมเองกลับคิดว่า คำพูดแบบนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากปากของผู้ที่ต้องบริหารประเทศได้ เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองดูกรณีของญี่ปุ่น นายกของเค๊าใจกว้างและเชื่อมั่นในประชาชนของเค๊าขนาดไหน กฎหมายที่ยื่นไปให้วุฒิสภาฯ ไม่ผ่าน นายกของเค๊าก็ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินเลย ยอมเลือกตั้งใหม่ ถ้าประชาชนเห็นด้วย เค๊าจะต้องได้รับเลือกอีกครั้งนึง ซึ่งก็เป็นตามนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นต่อมา เป็นประเด็นเรื่องการทำงาน ผมขอสารภาพว่าบุคคลที่ผมประทับใจมากๆซึ่งผมให้เป็นต้นแบบในชีวิตผมนั้นคือ พลตรีหลาวงวิจิตรวาทการ และ อ.ป๋วย อึ้งภากรณ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมผมชื่นชมท่านทั้งสองนั้น ก็เพราะการทำงานของท่าน แนวคิดในการทำงาน แนวทางในการใช้ชีวิต ที่คุ้มสำหรับการเกิดมาชีวิตครั้งนึงของคนธรรมดาสามัญ ที่ต้องการจะให้โลกได้จารึกชื่อท่านทั้งสองไว้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งสองท่านเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ต่อชาติบ้านเมือง และตัวท่านเอง พูดคำใดไว้ก็ทำอย่างงั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงวิจิตรวาทการ ท่านต้องการทำงานจนตัวตาย ซึ่งก็สมใจท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ.ป๋วย ท่านต้องการตอบแทนบุญคุณชาติบ้านเมือง ที่ไม่อยู่ใต้เงื่อนไขของบุคคลใด คณะใด ท่านก็ทำตามที่ท่านได้ลั่นวาจาเอาไว้ กล่าวคือ ครั้งนึง อ.ป๋วย ท่านได้รับการขอร้องจากผู้มีอำนาจในสมัยนั้น ให้มาดำรงตำแหน่ง รมต.การคลัง เพราะว่าเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้นเข้าขั้นวิกฤต ต้องการผู้ที่มีความรู้มาบริหาร แต่ท่านไม่รับตำแหน่งนี้ เพราะไม่งั้นแล้ว อ.ป๋วย ท่านต้องกลายเป็น สส. สังกัดพรรคการเมือง ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะต้องบรรลุเป้าหมายของพรรค ด้วยเหตุนี้ท่านจึงขอว่า ถ้างั้นท่านขอเป็น ผู้ว่าฯแบงค์ชาติ แทนหละกัน เพราะไม่ได้ขึ้นตรงต่อรัฐบาล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านก็ไม่ได้กลับคำพูด ท่านทำงานอย่างอิสระเพื่อประเทศชาติ ไม่คล้อยตามรัฐบาล และซื่อสัตย์ถึงขนาดที่เรียกว่า "สักบาทก็ยังไม่เอา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ได้เปรียมเทียบให้ใครต้องเหมือนใคร เพียงแต่เรื่องบางเรื่องก็ต้องพิจารณากันบ้าง การที่ "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"  มีพวกพ้องเพื่อนฝูงเยอะแยะ เป็นเรื่องที่ดีในการทำงาน เพราะมีการช่วยเหลือกันซึ่งกันและกัน การทำงานจะได้ไปรอดตลอดรอดฝั่ง แต่การทำเพื่อประเทศชาติ หมายความว่าไม่ได้ทำเพื่อบุคคลใดหรือคณะใด แต่ทำเพื่อประชาชนทุกคน อย่างที่ ร.7 เคยตรัสไว้ตอนที่ท่านสละราชสมบัติ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ.ป๋วยเอง เมื่อท่านคิดจะทำเพื่อชาติแล้วก็ทำจริงๆ เหมือนในอย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ว่า ไม่ว่าญาติหรือพวกพ้องท่าน ไม่ต้องคิดเลยว่าพอท่านมีตำแหน่งสูงๆแล้วจะได้เลื่อนขั้นหรือได้อะไรเป็นพิเศษกว่าคนอื่นๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่หละมั้งครับ ที่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึง ชื่นชมคุณ สนธิ และเกลียด "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องการไปทำบุญที่วัดพระแก้วนั้น ประเด็นที่ว่าหลักฐานถูกหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องนึง ซึ่งก็แสดงว่าคุณสนธิทำงานไม่ได้เรื่องในประเด็นนี้ แต่ประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วย ไม่ได้มาจากที่คุณสนธิพูดกรอกหูชาวบ้านหรอกครับ &lt;br /&gt;ผมมองเรื่องนี้แบบสามก๊ก ตอนที่โจโฉเอาธนูของพระเจ้าเหี้ยนเต้มาใช้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องของเรื่องคือ พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงเสด็จออกล่าสัตว์ประจำปี พระเจ้าเหี้ยนเต้ไม่ใช่นักรบ ไม่ชำนานอาวุธ พระองค์ยิงกวางที่วิ่งไปมาไม่โดนอยู่นาน โจโฉเริ่มกำแหง ดึงคันธนูและลูกธูนของพระเจ้าเหี้ยนเต้มา ก็รู้ทั้งรู้ว่าเป็นของกษัตริย์ โจโฉก็ยังใช้ธนูนั้นยิง และยิงออกไปโดนกวางตัวนั้นด้วย เหล่าทหารเห็นกวางตัวนั้นตายก็วิ่งมาถวายพร้อมทั้งเห็นว่าลูกธนูนั้นเป็นของพระเจ้าเหี้ยเต้ ก็โหร้องดีใจกันกึกก้อง ว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงยิงกวางได้แล้ว พระเจ้าเหี้ยนเต้กลับหน้าเสีย ส่วนโจโฉก็ยิ้มและหัวเราะยินดี เหล่าผู้จงรักภักดีที่เห็นเหตุการณ์วันนั้น โกรธอยากจะฆ่าโจโกันหลายคน รวมทั้ง เล่าปี่ กวนอู และ เตียวหุย แต่เล่าปี่เองเป็นคนห้ามน้องทั้งสองให้ใจเย็นๆไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมโจโฉถึงทำ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนก็เพื่อจะให้คนอื่นๆรู้ว่าใครใหญ่ที่สุดในขณะนั้น ซึ่งหมายถึงโจโฉไม่ใช้พระเจ้าเหี้ยนเต้แล้ว ขุนนางท่านใดก็ตามที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่ ก็ต้องรู้ได้แล้วว่า ใครไม่อ้อนน้อมต่อโจโฉ มีปัญหาแน่นอน ซึ่งก็ผลจริงๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนในกรณี"คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"นี้ ก็ต้องจินตนาการเอาเองแล้วหละครับ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อให้ "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" เป็นโอวีก็ตาม ผมก็ขอที่จะไม่เห็นด้วยกับท่านผู้นั้น ซึ่งในตอนนี้ก็มีโอวีบางท่านนั่งอยู่ในคณะรัฐบาล ผมก็ขอไม่สนับสนุนท่านเหล่านั้นเช่นกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;----------------------------------------------&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13476382-113891829423913027?l=apipong71.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/113891829423913027/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=13476382&amp;postID=113891829423913027' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/113891829423913027'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/113891829423913027'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/2006/02/its-time.html' title='ถึงเวลา (It&apos;s time)'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382.post-113831250026050910</id><published>2006-01-26T21:54:00.000Z</published><updated>2006-01-26T21:55:00.290Z</updated><title type='text'>แฮปปี้เบริดเดย์ โมสาร์ต (Happy Birthday Mozart)</title><content type='html'>วันที่ 27 มกราคม มีความสำคัญสองอย่างสำหรับผม หนึ่งก็คือวันเกิดของโมสารต์ ปีนี้ยิ่งพิเศษไปใหญ่ เพราะถ้าตอนนี้โมสาร์ตยังมีชีวิตอยู่ ก็คงอายุ 250 ปีพอดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้น ในปีนี้ บรรดาฮอลคอนเสริตต่างๆทั้วโลก จะเล่นเพลงของโมสาร์ตกันมากกว่าทุกๆปี โดยเฉพาะ รีเควีม (Requiem) ซึ่งน่าจะเป็นเพลงของโมสาร์ตที่เล่นกันเยอะที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รีเควีม (Requiem) แปลเป็นภาษาชาวบ้านอย่างผมก็คือ “เพลงแห่ศพ” เป็นเพลงสุดท้ายที่โมสาร์ตแต่ง (ไม่เสร็จ) ไว้ก่อนจะหมดลมหายใจ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากเรื่องราวที่รู้มา ก็คือ ในช่วงบั้นปลายชีวิตของโมสาร์ต ค่อนข้างจะขัดสนเรื่องเงินทอง ถึงขนาดที่ว่าต้องรีบแต่งเพลงเพื่อแลกเงิน ว่ากันว่า โมสาร์ตแต่งซิมโฟนี 3 เบอร์สุดท้าย Symphony No.39, No. 40, และ No. 41 ภายในเวลา 6 สัปดาห์เท่านั้น (เบโธเฟ่นแต่งซิมโฟนีบทนึงใช้เวลาเป็นปี) และช่วงเดียวกันนั้น โมสาร์ตก็โดนว่าจ้างจากคนแปลกหน้าให้แต่ง รีเควีม ด้วยค่าจ้างอย่างงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ด้วยโรคทั้งหลายแหล่ที่รุ่มเร้า ร่างกายที่ทรุดโทรม และเป็นผู้เดียวที่ทำงานหนักเพื่อหาเงินให้กับครอบครัว โมสาร์ตก็สิ้มลมหายใจพร้อมกับโน๊ตเพลง รีเควีม ที่วางอยู่ข้างๆกาย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1791 (ภายหลัง ลูกศิษย์ของโมสาร์ต (ผมจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร) แต่งรีเควีมบทนี้จนเสร็จสมบูรณ์) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความคิดของผม รู้สึกแปลกๆอยู่อย่างนึง คือ ธรรมดาเวลามีคนจ้างแต่งเพลง ก็น่าจะเป็นที่รู้กันว่าใครเป็นคนจ้าง แต่สำหรับรีเควีมบทนี้ กลับไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนว่าจ้าง แม้แต่ตัวโมสาร์ตเองก็ไม่เคยเห็นหน้าผู้ว่าจ้างรายนี้ แต่เหมือนกับว่าโมสาร์ตรู้ว่าใกล้วันตายของตัวเองแล้วมากกว่าเสียอีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเองก็ไม่ค่อยชอบฟังเพลงนี้สักเท่าไหร เพราะไม่ไพเราะน่าฟังเหมือนเพลงอื่นๆของโมสาร์ต อีกอย่างนึงก็คือ พอคิดถึงที่มาที่ไปของเพลงนี้แล้ว...รู้สึกขนลุก... มีโอกาสก็ลองหาฟังกันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ก็คือ เป็นวันเกิดของน้องชายคนเล็กผมด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุขสันต์วันเกิดทั้งคู่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13476382-113831250026050910?l=apipong71.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/113831250026050910/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=13476382&amp;postID=113831250026050910' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/113831250026050910'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/113831250026050910'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/2006/01/happy-birthday-mozart.html' title='แฮปปี้เบริดเดย์ โมสาร์ต (Happy Birthday Mozart)'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382.post-112977373542166862</id><published>2005-10-20T02:58:00.000+01:00</published><updated>2005-10-20T03:26:57.946+01:00</updated><title type='text'>ดนตรีและการเมือง (Musical and Political Issues)</title><content type='html'>การเมืองบ้านเราตอนนี้ร้อนแรงเป็นไฟ ผู้บริหารประเทศในขณะนี้ ที่หลายๆคน (รวมทั้งผมด้วย) “เคยคิดว่าดี” เชื่อว่าสามารถจะบริหารบ้านเมืองได้ดีกว่ามี่เคยมีมา และนำชาติบ้านเมืองเดินไปในทิศทางที่ดี ไปๆมาๆที่ได้กลับตรงกันข้าม ความเลวความชั่วถูกเปิดโปงให้เห็นเนื้อแท้ที่เป็น “ทองเก๊” ไม่ใช่ “ทองแท้” (คล้ายๆชื่อของลูกตัวแม่งเอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สันดานที่แท้จริงเริ่มเผยให้เห็นเรื่อยๆ การกระทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาด้วยความมั่งคั่ง (ก็ไม่รู้จะหาไปทำไมเยอะแยะ ตายไปก็ยังใช้ไม่หมด) ญาติตระกลูตัวเองและพวกพ้องรวมไปถึงผู้ที่เคยมีอุปการะคุณทั้งหลาย ได้เป็นใหญ่เป็นโต ได้ตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจริงๆแล้วข้อนี้ เป็นข้อห้ามข้อแรกๆที่ อ. ป๋วย อึ้งภาการณ์ บอกกับญาติตัวเองและคนสนิททั้งหลายที่มีตำแหน่งราชการขณะที่ อ. ป๋วย รับตำแน่งผู้ว่าการธนาครแห่งเป็นประเทศไทยว่า ไม่ต้องคิดเลยว่าจะได้เลื่อนยศเลื่อนขั้น หรือได้เอื้อประโยชน์ให้กับญาติหรือคนสนิมมากกว่าผู้อื่น ถ้าตราบใดที่ตัวท่านเองยังดำรงตำแหน่งสูงๆอยู่ ท่านจะไม่ช่วย เพื่อจะไม่ให้เป็นที่ครหาของคนทั้งประเทศได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่ชัดเจนว่า ญาติตระกลูทุกคนของท่านผู้บริหารประเทศขณะนี้ ได้เป็นใหญ่เป็นโตกันถ้วนหน้า และเผื่อแผ่ความร่ำรวยไปถึงผู้ใกล้ชิดอย่าง รวมทั้งคนขับรถ และคนรับใช้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนไหนที่ไม่เห็นด้วย ก็หาว่าเป็นศัตรู และหาทุกวิธีทุกรูปแบบที่จะกำจัดพวกศัตรูเหล่านั้น คนไหนที่ดีก็คือคนที่เห็นด้วย สนับสนุนให้ทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เดือดร้อน เอื้อประโยขน์แก่พวกของตน ไม่เห็นแก่ส่วนรวม ไม่ขัดแม้กระทั่งด่าพระสงฆ์คุณเจ้าก็ยอม เพื่อจะได้เป็นพันธมิตรที่ดี และมีผลประโยชน์ร่วมกันตลอดไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าจะอายใจแทนคนพวกนี้จริงๆ ไม่รู้ว่าต้องตกนรกอีกกี่ชาติ ถึงจะกลับกลายมาเป็นคนธรรมดาสามัญกับเค๊าสักที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฮีโร่ของหลายๆคนก็เลยเปลี่ยนจาก บุคคลที่อดีตเคยเป็น ตำรวจ นักธุรกิจ และปัจจุบันเป็นนักการเมือง มาเป็น นักข่าวที่กล้าพูดความจริง ที่ถึงแม้จะโดนฟ้องเป็นพันล้าน แต่อุดมการณ์ของตัวท่านเองและจุดยืนในชีวิตของท่านไม่เคยเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็ด้วยคนหนึ่ง ที่ขอนับถือท่านผู้นี้ด้วยความจริงใจ ต่อการกระทำของท่านที่เป็นเหมือนตนต้นไม้ต้นใหญ่ที่หยั่งรากลึก ไม่กลัมแม้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่ หลายๆลูกพร้อมกันก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่ไม่ดี ผมก็ไม่อยากเอ่ยชื่อ แต่คนที่ดี (ดีจริงหรือเปล่า ตอนนี้ไม่รู้) ผมก็อยากจะประกาศเพื่อเป็นศิริมงคลต่อประเทศ อย่างคุณสนธิ ลิ้มทองกลุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อผมมาคิดดูแล้ว ก็ไม่น่าเชื่อว่า เรื่องแนวๆนี้ก็สามารถจะมาผูกเกี่ยวกับดนตรีได้ด้วยเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอยกตัวอย่างนักประพันธ์ คนดังคนเดิมของผม บีโธเฟ่น (Beethoven) เมื่อครั้งหนึ่ง บีโธเฟ่นเทิดทูนนโปเลียน (Napoleon) มากๆ ผมไม่แน่ใจว่าเทิดทูนด้วยสามาเหตุจริงๆเพราะอะไร แต่เทิดทูนขนาดที่ว่า บีโธเฟ่นอุทิศ ซิมโฟนี หมายเลข 3 (Symphony No.3) ให้กับ นโปเลียน ธรรมดาแล้วเวลาเราเรียกชื่อบทเพลงทางคลาสสิค เราจะเรียกโดยเริ่มจากชื่อของผู้แต่ง ตามด้วยชื่อประเภทของเพลง เช่น ซิมโฟนี เปียโนโซนาต้า (Piano Sonata) หรือ ไวโอลินคอนแชร์โต้ (Violin Concerto) และตามด้วยลำดับของประเภทของเพลงที่นักประพันธ์ท่านนั้นเคยแต่ง ถ้าจะให้ละเอียดหน่อย ก็จะตามด้วย ผมงานลำดับที่เท่าไหรของนักประพันธ์ท่านนั้น และในบันไดอะไร (ผมขอไม่พูดถึงรายละเอียดละกันครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ซิมโฟนีบทนี้มีความพิเศษตรงที่ว่า ตัวเบโธเฟ่นเองได้ตั้งชื่อไว้ด้วย ซึ่งธรรมดาแล้ว ถ้าเพลงนั้นไม่เด็ดจริงๆ หรือต้องการจะอุทิศให้ใคร ก็จะไม่ใส่ชื่อให้ ซึ่งโดยธรรมดาเบโธเฟ่นเองไม่ค่อยตั้งชื่อให้กับเพลงตัวเองต่อให้เพลงนั้นไพเราะมากๆก็ตาม อย่าง มูนไลท์โซนาต้า (Moonlight Sonata) เพลงนี้มีคนตั้วชื่อให้หลังจากที่เบโธเฟ่นตายไปแล้ว หรือเพลงที่คุ้นหูคนทั่วโลกอย่าง ซิมโฟนีหมายเลย 5 (Symphony No.5) ก็ไม่ได้ตั้งชื่อให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความที่เบโธเฟ่นประทับใจในตัวนโปเลียนมากๆ จึงอุทิศเพลงนี้ให้กับนโปเลียน โดยดั้งเดิมแล้วชื่อเป็นทางการของซิมโฟนีบทนี้คือ ซิมโฟนีหมายเลย 3 ผลงานลำดับที่ 55 ในบันได้เสียง อีแฟลต์ “โปนาปาต” (Symphony No.3 in E flat, Op. 55 “Bonaparte”)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็คงไม่ต้องบรรยายอะไรมากนะครับ ว่าเบโธเฟ่นประทับใจและเทิดทูนนโปเลียนขนาดไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้น ตามประวัติศาสตร์ที่พวกเรารู้กัน คือ นโปเลียนสถาปนาตัวเองเป็นเจ้าครองทวีปยุโรป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบโธเฟ่นผู้ที่เคยเทิดทูนนโปเลียนอย่างหมดใจ ก็ต้องขอถอนตัวต่อการกระทำของนโปเลียนครั้งนี้ เบโธเฟ่นเกลียดนโปเลียนเข้าไส้ เบโธเฟ่นเปรียบนโปเลียนเหมือน ทรราช (Tyrant) เพราะไม่พอใจกับการกระทำของนโปเลียน กระดาษโน๊ตเพลงที่แต่งซิมโฟนีหมายเลย 3 ซึ่งยังไม่ได้นำออกไปตีพิมพ์ ก็ถูกเบโธเฟ่นใช้ปากกาขูดลบชื่อ “โปนาปาต” ออก ไม่ได้ลบธรรมดา แต่รุงแรงถึงขนาดที่ทำให้กระดาษเป็นรูเลยทีเดียว เหมือนไม่อยากให้ตัวหนังสือ “Bonaparte” อยู่บนกระดาษที่เขียนโน็ตเพลงไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://photos3.blogger.com/img/170/6504/640/eroica.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายหลัง เบโธเฟ่นตั้งชื่อซิมโฟนีบทนี้ใหม่ว่า “อีรอยก้า” (Eroica) แทน ถึงแม้ว่าตามประศาสาตร์จะบอกว่า เบโธเฟ่นอุทิศผลงานชิ้นนี้ให้กับ ขุนนางผู้กล้าหาญสักท่านแทน (ผมจำชื่อไม่ได้) แต่โดยส่วนตัวผมแล้ว ไม่น่าจะมีใครมาแทนที่มหาบุรุษในอุดมคติของเบโธเฟ่นไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วีรบุรษของบีโธเฟ่นก็เลยกลายเป็นเพียงจินตาการไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะใดก็ฉันนั้น แม้แต่ดนตรีก็ยังมี ”การเมือง” เข้ามาเกี่ยวข้องได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าตอนจบของการเมืองบ้านเราจะเป็นอย่าไงไรก็ตาม คนชั่วก็ยังได้ทำชั่วต่อไปหรืออย่างไรก็ดี ผมขอทิ้งท้ายสั้นๆ (แบบไม่มีอัคติ) ว่า “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง”...สาธุ!!!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13476382-112977373542166862?l=apipong71.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/112977373542166862/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=13476382&amp;postID=112977373542166862' title='11 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/112977373542166862'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/112977373542166862'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/2005/10/musical-and-political-issues.html' title='ดนตรีและการเมือง (Musical and Political Issues)'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>11</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382.post-112513995619223213</id><published>2005-08-27T11:46:00.000+01:00</published><updated>2005-08-27T11:52:36.196+01:00</updated><title type='text'>ไม่เพียงแค่ผิวเผิน</title><content type='html'>คอมเม็นต์ในแง่มุมของศิลปะี ท่ามกลางหัวข้อ ดนตรี งานเขียน และ ผิวเผิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;------------------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอเกริ่มนิดนึงว่า ผมเองเป็นแค่นักอ่านรุ่นเยาว์  ไม่มีประสบการณ์ในการอ่านโชกโชนเหมือนหลายๆท่านที่เข้ามาคอมเม็นต์ในคอลัมต์นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ได้มีเหตุผลใดๆที่จะมาแก้ต่างงานเขียนของคุณอาทิตย์  แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่ามันเป็นความไม่ยุติธรรมเลย  ที่ตัดสินว่างานศิลปะชิ้นหนึ่งๆว่าดีหรือไม่ดี  เพียงแค่สัมผัสโดยผิวเผิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมขอแสดงความคิดเห็นในมองมุมที่กว้างออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราสามารถที่จะกล่าวได้ว่าทั้ง  ”งานเขียน” และ “งานเพลง” อยู่ในหมวดเดียวกัน  คือหมวดศิลปะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมลองเอาความคิดที่ว่า การอ่านแค่เพียง สองถึงสามหน้า  ถ้าไม่ชอบแล้วก็วาง หรือ การฝืนใจอ่านให้จบๆ นั้นไปใช้กับดนตรีดู  คงจะเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างแรงทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมิบังอาจนำงานเขียนของคุณอาทิตย์ไปเทียบเคียงกับบทเพลงอมตะที่ผมกำลังจะยกตัวอย่างต่อไปนี้  เพียงแค่ใช้ตัวอย่างจากบทเพลง (ซึ่งเป็นศิลปะแขนงนึงเหมือนกัน)  เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมมุติถ้ามีคนฟังบทเพลง  ซิมโฟนีหมายเลขเก้าของเบโธ่เฟ่น (Beethoven Symphony No.9) เพียงแค่สองสามนาทีแรก  หรืออย่างดีขึ้นมาหน่อยเพียงแค่ท่อนสองท่อนแรกของเพลง (ความยาวทั้งหมดของเพลงประมาณ  71 นาที) คนๆนั้นอาจจะพลาดท่วงทำนองที่เรียกว่า “บทเพลงสำหรับมวลมนุษยชาติ”  (ซึ่งอยู่ในท่อนที่สี่และห้า) เลยทีเดียว แล้วก็เดินไปบอกใครต่อใครว่า  ซิมโฟนีหมายเลขเก้าของเบโธ่เฟ่น ไม่เห็นจะไพเราะเท่าไรเลย  คนชอบกันไปได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็คงจะเป็นที่น่าเสียดายแทนทีเดียว  เพราะตั้งแต่ตอนที่เบโธ่เฟ่นแต่งเพลงนี้เสร็จในปี 1824 จนถึงบัดนี้  บทเพลงนี้ยังมีบรรเลงให้ได้ยินกันตามฮอลคอนเสริตในเมืองใหญ่ๆทั่วโลกอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรืออีกกรณีนึงที่  นักเปียโนชื่อดังชาวรัสเซีย นิโคลัส รูบินสไตน์ (Nicholas Rubinstein)  บุคคลที่ไชคอฟสกี้ (Tchaikovsky) ตั้งใจจะโชว์ผลงานใหม่  เปียโนคอนแชร์โต้หมายเลขหนึ่ง (Piano Concerto No.1) ของตัวเองให้ลองเล่นดูก่อนใครๆ  แต่กลับโดนวิจารณ์ว่า เปียโนคอนแชร์โต้หมายเลขหนึ่งของไชคอฟสกี้นี้มัน  “impractical, awkward and ineffective”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไชคอฟสกี้เครียดมากกับคำวิจารณ์นี้  และเสียความรู้สึกมากๆในช่วงนั้น  ทว่าไชคอฟสกี้ก็ยังคงยืนยันที่จะไม่ยอมเปลี่ยนโน๊ตในบทเพลงนี้แม้แต่ตัวเดียว  ภายหลังไชคอฟสกี้ส่งบทเพลงนี้ให้กับ Hans von Bulow นักเปียโนอีกท่านเล่นแทน  หลังจากนั้นบทเพลงนี้กลับกลายเป็นที่โด่งดัง และติดหูผู้คนในเวลาต่อมา  ถึงขนาดนักเปียโนชาวจีนคนดังอย่าง Lang Lang เปิดเผยว่า บทเพลง  เปียโนคอนแชร์โต้หมายเลขหนึ่ง ของไชคอฟสกี้  เป็นบทเพลงที่ทำให้เจ้าตัวอยากเล่นเปียโนให้เก่งๆ  เพื่อที่จะเล่นบทเพลงนี้ให้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเพียงแค่รู้สึกไม่ยุติธรรมถ้าจะตัดสินงานศิลปะโดยผิวเผินเท่านั้นครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;------------------------------------------------&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13476382-112513995619223213?l=apipong71.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/112513995619223213/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=13476382&amp;postID=112513995619223213' title='13 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/112513995619223213'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/112513995619223213'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/2005/08/blog-post.html' title='ไม่เพียงแค่ผิวเผิน'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>13</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382.post-112270441595342606</id><published>2005-07-30T07:15:00.000+01:00</published><updated>2005-07-30T16:02:50.150+01:00</updated><title type='text'>ความแตกต่างที่เหมือนกัน (The Similarities in the Differences)</title><content type='html'>ช่วงนี้เพื่อนๆผมทำซุปกันน้อยลง หลายคนอ้างว่าไม่มีวัตถุดิบที่จะปรุง ก็ไม่ว่ากัน เพราะซุปที่ดี ก็ควรจะกลั่นมาจากใจ ทำให้ต้องใช้เวลากันหน่อย ก็รอกันได้ อย่างผมเป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ช่วงที่ผ่านมาก็เห็นพ่อครัวหน้าใหม่อีก 2 คน คือ ผู้หมวดเที่ยง กับ กัปตันจ้อน (จริงๆแล้วอาจจะหน้าเก่า แต่ใหม่สำหรับผม) เพื่อนผม 2 คนนี้เก่งทั้งคู่ ทั้งเรื่องเรียนหนังสือ (ตั้งแต่สมัยอยู่ที่วิชิราวุธแล้ว ผู้หมวดเที่ยง เคยได้เกรดเฉลี่ย 4.00 สำหรับผมแล้ว ลืมไปได้เลยสำหรับเกรดแบบนั้น ส่วน กัปตันจ้อน ก็อยู่ห้องเก่งสุดมาตลอด) และทั้งงานเขียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดีครับ มีพ่อครัวหน้าใหม่ๆ มาทำซุปแล้ว ส่วนพ่อครัวเก่า ก็ต้องใจทำกันต่อไปครับ อย่ายอมแพ้กันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องที่ผมจะเล่าคราวนี้ ก็ยังเป็นเรื่องดนตรีอีกเช่นเคย คราวนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทยทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจะด้วยเป็นคนที่ไม่ค่อยอัพเดทอะไรมากมาย บวกกับความบังเอิญของเพื่อนผม ทำให้ผมพึ่งมีโอกาสดูหนังไทยคุณภาพเรื่อง “โหมโรง” (The Overture) เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เองครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://photos1.blogger.com/img/170/6504/640/wall-paper3-1024.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่รู้กัน หนังเรื่องนี้เข้าโรงมาเป็นปีแล้ว ดังมากด้วย แต่ผมไม่ได้มีโอกาสไปดู โชคดีนะครับ ที่เพื่อนผม ขบเหลี่ยม คนที่อยู่เชฟฟิวด์ (Sheffield) ฝากเพื่อนที่เมืองไทยเอามาให้ โดยฝากไว้ที่ผมก่อน ว่างๆจะมารับไป จนบัดนี้ก็เป็นเดือนแล้ว ขบเหลี่ยม ก็ยังไม่มารับของสักที ก็เลยถือวิสาสะ ดูว่าของมีอะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังเต็มเลยครับ เพราะเพื่อนผมคนนี้เรียนเกี่ยวกับหนัง เลยต้องดูหนังเยอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากดูหนังไทย คิดถึงเมืองไทย เลยโทรไปขออนุญาตเพื่อนคนนั้น เกาะกล่องเปิดดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รู้สึกประทับใจมากๆเลยครับ รู้สึกดีที่ได้ดูหนังแบบนี้ “โหมโรง” ใครที่ยังไม่เคยดู ก็ลองไปหามาดูครับ (สงสัยคงมีแต่ผมคนเดียว) จะให้รู้สึกรักและหวงแหนดนตรีไทยและความเป็นไทยมากขึ้นแน่นอนครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี ผมว่าทุกท่านส่วนใหญ่คงดูกันแล้ว ผมคงจะไม่เล่าส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องละกันครับ แต่จะบรรยายเกร็ดความรู้ที่ผมพอจะมีอยู่ระหว่างความเหมือนระหว่างดนตรีตะวันตกกับดนตรีไทยแทนละกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันดับแรกก่อนที่จะโยงไปถึงเรื่องดนตรี ผมรู้สึกใกล้ชิดกับหนังเรื่องนี้มากๆ คือ หนังเรื่องนี้นำโครงเรื่องมาจากเรื่องจริงของ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึ่งมีอาจารย์ผมสมัยอยู่ที่วิชราวุธท่านนึง ท่านเคยเป็นคอนดักเตอร์ประจำวงของโรงเรียน คือ คุณอา วิษณุเทพ ศิลปบรรเลง ซึ่งท่านพึ่งเสียไปไม่นานนี้ น่าจะมีความสัมพันธ์ กับหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ยิ่งไปกว่านั้น เด็กเวร (เด็กรับใช้) ของผมและเพื่อนอีก 2 คน (กระสาบและกระท่อก) สมัยที่อยู่ ม. 6 ที่วิชราวุธ ชื่อ ศรเทพฤทธิ์ ศิลปบรรเลง ก็น่าจะมีความสัมพันธ์กับท่านหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ด้วยเช่นกัน ทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://photos1.blogger.com/img/170/6504/640/wallpaper1-1024.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอเริ่มตั้งแต่ตอนที่ ท่านหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ยังเป็นเด็กตอนอายุ 5 ขวบเลยหละกันครับ ฉากที่เด็กชาย ศร ตอน 5 ขวบหลงตามผีเสื้อ เข้าไปในห้องดนตรี แล้วเจอระนาดวางอยู่ เลยตีเล่นเป็นเพลง จนพ่อต้องหยุดยืนฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าก็เหมือนกับ นักดนตรีในตะวันตกอัจฉริยะคนอื่นๆ ที่เล่นดนตรีได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กไม่รู้ความ ผมขอไม่เล่าเรื่องโมสาตร์ (Mozart) หละกันครับ เพราะหลายๆท่านน่าจะพอรู้มาบ้างแล้ว แต่ขอเล่าเรื่องนักเปียโนที่ชื่อว่า คิสซิน (Kissin) แทนหละกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิสซิน ถือว่าเป็นอัจฉริยะโดยกำเนิด ที่เค๊าเรียกกันว่าพรสวรรค์ที่ติดตัวมา เพราะอายุ เพียง 11 เดือนสามารถจะออกเสียงตามเพลงที่พี่สาวเค๊าร้องได้ พออายุ 2 ขวบ สามารถที่จะดีดเปียโนตามเสียงที่ได้ยินจากเพลงได้ พอ 6 ขวบเข้าโรงเรียนอัฉริยะที่ รัสเซีย และเริ่มเป็นนักดนตรีมืออาชีพ ตอนอายุเพียงสิบกว่าขวบเท่านั้น พูดได้ว่าเกิดมาเพื่อเล่นเปียโนอย่างเดียวจริงๆ และเก่งมากๆด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และก็มีอีกหลายคน ที่มีลักษณะแบบนี้ ฉายแววเป็นนักดนตรีตั้งแต่เป็นเด็กๆ อย่างไรก็ดี ก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเกิดมาไม่ได้มีพรสวรรค์แบบนี้ ไม่สามารถที่จะทำงานด้านดนตรีหรือศิลปะด้านอื่นได้นะครับ อย่างเช่น เปโธเฟ่น (Beethoven) ก็ไม่ได้เก่งมาตั้งแต่เกิด ต้องซ้อมเปียโนทุกวัน โยโย่ มา (Yo-Yo Ma) นักเชลโล่คนเก่ง ก็ต้องท่องโน้ตตั้งแต่ 4 ขวบเพื่อที่จะเล่นเชลโล่ตอนอายุ 6 ขวบ ฉะนั้นอย่าท้อครับ ความอุตสาหะยังก่อให้เกิดความสำเร็จเสมอครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มีบางเรื่องที่เราต้องยอมรับอย่างนึงครับ ว่ามันเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้มาจริงๆ อย่างในหนัง ฉากที่พระเอกผูกผ้าปิดตาทายโน้ตที่คนอื่นตีบนระนาด ว่าอยู่ลูกที่เท่าไหร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่สามารถจะทายถูกได้โดยที่รู้โดยสัญชาตญาตเลย ฝรั่งเค๊าเรียกว่า เฟอร์เฟ็กพิช (Perfect Pitch) ผมขอเรียกว่า มี”หูทิพย์” หละกันครับ นักประพันธ์เพลงคลาสสิค ผมเชื่อว่า มีหูทิพย์ ทุกคนครับ ยิ่งถ้าเป็นคอนดักเตอร์ (Conductor) ด้วยแล้ว เป็นเรื่องแรกๆที่ต้องมีเลยครับ เพราะไม่งั้นแล้วเสียงที่ไม่ถูกต้องเล็ดลอดออกมา จะทำให้เพลงไม่ไพเราะอย่างแรงครับ นักโซโล่ก็ต้องมีด้วยเหมือนกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้นการที่คนตีระนาดสองลูกพร้อมกัน และพระเอกสามารถบอกได้ว่าลูกไหนบ้าง ก็ไม่เป็นเรื่องที่เกินความสามารถเท่าไหรครับ มีเรื่องเล่ากันว่า นักประพันธ์และคอนดักเตอร์ชื่อดังอย่าง ปิแอร์ โบเลซ (Pierre Boulez) เป็นที่นับถือในเรื่อง หูทิพย์ ที่สุดคนนึงในบรรดานักดนตรีสมัยนี้ คือสามารถที่จะบอกว่าเสียงประสานจากเครื่องดนตรี 80 ชิ้นที่อยู่ในวง เครื่องไหนที่เล่นเพี้ยน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดีครับ เรื่อง หูทิพย์ นี้ ก็ยังพอฝึกกันได้บ้าง นักดนตรีหลายคนที่ไม่ได้มีหูทิพย์มาตั้งแต่กำเนิด ก็ยังพอสามารถที่จะฟังโน้ตดนตรีออกได้ โดยการฝึกฟังเสียงที่ถูกต้องเป็นประจำ และการเล่นเปียโน จะยิ่งช่วยให้ฟังเก่งมากขึ้น แต่อย่าท้อหละกันครับ เพราะคิดดูครับ เบโธเฟ่น หูหนวกยังเล่นดนตรี และแต่งเพลงดีๆได้เลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://photos1.blogger.com/img/170/6504/640/wallpaper2-1024.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องเสียงดนตรีทุกประเภทที่เป็นผลิตผลจากธรรมชาตินั้นผมชอบอยู่แล้วครับ แต่ในความคิดผม ระนาด หรือเครื่องดนตรีไทยอื่นๆ ไม่น่าพิสมัย ที่ไม่น่าพิสมัยในที่นี่คือ หลักการทำดนตรีน่าจะตายตัว ไม่น่าจะมีเทคนิคอะไรมากมานนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หลังจากได้ดูแล้ว ทำให้รู้ว่า มันยังดิ้นได้ไปเรื่อยๆ เหมือนพวกเปียโนหรือไวโอลิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผมกล้าบอก ก็เพราะฉากนึงในหนังที่พระเอกสามารถที่คิดการเล่นระนาดแบบสะบับ ซึ่งเรียกว่าเป็นเรื่องใหม่ในสมัยนั้น ไม่ได้รับความนิยม แม้แต่ผู้ที่เล่นดนตรีไทยกันเองยังหาว่าเล่นอะไรแปลกๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้สึกว่าการเล่นแบบสะบับบนระนาดนั้น คล้ายกับเพลงของ บ๊าค (Bach) เอามากๆ เหมือนเพลง โซนาต้า และ ปาตีต้า สำหรับ ไวโอลิน (Sonata and Partita for Violin) และคล้ายกับเพลง เชลโลสวีดส์ (Cello Suites) รวมไปถึงเพลง เวล-เท็มเพอร์ สำหรับเปียโน (Well-Tempered Clavier) เพลงพวกนี้ของบ๊าค บางเพลงที่กล่าวก็ไม่ได้เป็นทีนิยมในสมัยนั้น เช่น โซนาต้า และ ปาตีต้า สำหรับ ไวโอลิน ในสมัยที่บ๊าคยังมีชีวิต ไม่มีการเล่นเพลงนี้ จนกระทั่ง เกือบร้อยปีให้หลัง เม็นเดลโซน (Mendelssohn) นักประพันธ์เชื้อสายยิวชาวเยอรมันผู้ร่ำรวย ได้ไปเห็นพ่อค้าขายหมูในตลาดใช้โน้ตที่บ๊าคเขียนโน๊ตเพลง โซนาต้า และ ปาตีต้า ไว้สำหรับห่อหมูให้ลูกค้า จึงขอกระดาษเหล่านั้น ทำรู้ภายหลังว่าบ๊าคก็ได้แต่งเพลงนั้นไว้ด้วย และได้รับความนิยมแพร่หลายในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โซนาต้า และ ปาตีต้า นี้เป็นเพลงที่เล่นยากมากๆ (น้องผมบอกอีกนึง) ใครเล่นได้ครบและเล่นได้สะอาด (ทั้งหมดมีความยาวเท่ากับ ซีดี 2 แผ่น) ถือว่าเก่งมากๆ แทบจะเล่นเพลงอื่นๆทั้งหมดในโลกได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าอันนี้เป็นข้อเหมือนที่เกิดขึ้นระหว่างระนาดกับดนตรียุโรป แต่แตกต่างกันในเรื่องเวลาและสถานที่ ส่วนเรื่องการเป็นที่ยอมรับของสังคม ก็เหมือนกัน อะไรที่เค๊าเรียกว่า ”ความคิดแปลกใหม่” ย่อมต้องใช้เวลา ผมเชื่อว่าจริงๆแล้ว บ๊าคน่าจะเคยเอา โซนาต้า และ ปาตีต้า สำหรับ ไวโอลินนี้ออกมาเล่นบ้าง แต่ก็คงไม่เป็นที่ยอมรับ เลยเก็บไป ลูกหลานก็ลืม เพราะหลายชั่วอายุคน โชคดีที่สวรรคยังมีตา เพลงอันมีคุณค่าก็เลยตกถึงหูคนในยุดต่อมา เค๊าว่ากันว่าเพลง โซนาต้า และ ปาตีต้า เป็นเพลงของโลกอนาคต ไม่เหมาะในยุคสมัยบ๊าค ซึ่งก็เป็นความจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://photos1.blogger.com/img/170/6504/640/wallpaper4-1024.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกเรื่องคือการแต่งเพลงที่มาจากแรงบันดาลใจที่โกรธแต่พูดไม่ได้ เช่นเพลง แสนคำนึง ที่ท่านหลวงประดิษฐ์ไพเราะแต่ง เพราะคับแค้นใจ ผู้นำในสมัยนั้นที่สร้างข้อกำหนดกฎเกณฑ์ สำหรับการเล่นดนตรีไทย ซึ่งก็คล้ายคลึงกับ เหตุผลที่ ช็อสตาโควิช (Shostakovich) นักประพันธ์ชาวรัสเซียที่แต่งเพลง”ด่า”ผู้นำในสมัยนั้น ผมไม่แน่ใจว่าใครคือผู้นำในตอนนั้น ว่ากันว่า โน๊ตที่อยู่ในเพลงนั้นถ้าทอดมาเป็นตัวอักษรแล้ว จะกลายเป็นคำด่าทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมละนับถือท่านช็อสตาโควิชจริงๆ ไม่รู้ว่าคิดได้ไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในตัวเพลงแสนคำนึงนั้น ผมเกิดความรู้สึก”เหมือน”อีกอย่างครับ คือเพลงแสนคำนึงที่ผมฟังจากในหนังนั้น ทำให้ผมนึกถึงการแต่งเพลงแบบ วารีเอชั่น (Variation) ผมไม่รู้ว่าในทางดนตรีแล้วภาษาไทย เค๊าแปลว่าอะไร ความหมายโดนรวมแบบง่ายๆอย่างคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องดนตรีอย่างผม ก็คือ ใช้โน้ตหลักตัวเดิมอยู่แต่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนสไตล์เพลงไปเรื่อยๆ อย่างในเพลงแสนคำนึงนั้น เริ่มแบบดุดันเหมือนโกรธๆ แต่จบด้วยความอิ่มเอิบใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอฟังจบปุ๊บทำให้ผมคิดถึงเพลงๆนึงจากหนัง ก็คือเพลงจากหนังเรื่องเดอะเปียนีส (The Pianist) ตอนที่พระเอกซึ่งเป็นคนยิวต้องเล่นเปียโนต่อหน้าทหารเยอรมัน ซึ่งอาจจะเล่นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะโดนฆ่าตาย เพลงงั้นคือเพลง บัลลัดส์ เบอร์ 1 (Ballades No. 1) ของโชแปง (Chopin) อารมณ์เพลงก็น่าจะแนวๆเดียวกันกับเพลงแสนคำนึง แต่เพลงบัลลัดส์ เบอร์ 1 ของโชแปง ขึ้นมาแบบงงๆ ไพเราะตอนกลางๆ และจบแบบโมโห รวดเร็วจนแทบจะหยุดหายใจ ก็ประมาณว่าโกรธเหมือนกัน แต่ทำไรไม่ได้ เลยใช้เพลงเป็นตัวด่าแทนคำพูดในใจแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องเพลงที่แสดงถึงความรัก อย่างในหนังที่พระเอกสีซอ เพลง “คำหวาน” เมื่อเห็นสาวสวย ก็น่าจะเป็นความเหมือนที่ผมคิดว่า เพลงทุกประเภทในโลกนี้ก็คงเป็นเหมือนกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักศึกษาสังคมศาสตร์เคยถามชาว ฮีบู คนหนึ่งว่า “ทำไมเพลงของพวกคุณส่วนใหญ่ พรรณนาเกี่ยวกับน้ำอย่างเดียวเลยหละ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวฮีบูคนนั้นตอบว่า “ก็เพราะว่าพวกเราขาดน้ำ พวกเราเลยแต่งเพลงที่เกี่ยวกับน้ำ เพื่อขอให้มีน้ำกินน้ำใช้ โหยหาในสิ่งที่พวกเราไม่มี”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวฮีบูคนนั้นพูดต่อว่า “ก็เช่นเดียวกับพวกคุณที่แต่งเพลงเกี่ยวกับความรัก เพราะพวกคุณขาดความรัก เพลงส่วนใหญ่ที่พวกคุณแต่งกัน ก็เลยเป็นเพลงโหยหาถึงความรัก...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;--------------------------------&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13476382-112270441595342606?l=apipong71.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/112270441595342606/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=13476382&amp;postID=112270441595342606' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/112270441595342606'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/112270441595342606'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/2005/07/similarities-in-differences.html' title='ความแตกต่างที่เหมือนกัน (The Similarities in the Differences)'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382.post-112104935446818864</id><published>2005-07-11T03:35:00.000+01:00</published><updated>2005-07-11T03:35:54.476+01:00</updated><title type='text'>รอกันหน่อย</title><content type='html'>ไม่อยากจะอ้าง แต่ก็ต้องขออ้างหน่อยนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องด้วยติดภารกิจ "กู้โลก"(การบ้านล้นมือ อาจารย์ก็เร่งเหลือเกิน)&lt;br /&gt;ทำให้ไม่มีเวลาคิดถึงการปรุง "ซุป" ถ้วยต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องขอเลื่อนเวลาทำซุปถ้วยต่อไปอีกสักระยะนึึ่งนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝากขอโทษ แฟนบล็อกทุกท่านด้วยนะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13476382-112104935446818864?l=apipong71.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/112104935446818864/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=13476382&amp;postID=112104935446818864' title='9 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/112104935446818864'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/112104935446818864'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/2005/07/blog-post.html' title='รอกันหน่อย'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382.post-112010540913178362</id><published>2005-06-30T05:21:00.000+01:00</published><updated>2005-08-08T16:03:02.976+01:00</updated><title type='text'>ซุปที่อร่อย (A Good Soup)</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://photos1.blogger.com/img/170/6504/640/Beethoven-X-4.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Anyone who tells a lie has not a pure heart, and cannot make a good soup.” – Ludwig Van Beethoven&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้เพื่อนผมหลายคน กำลังทำ ซุปที่อร่อยๆกันอยู่ ผมรู้สึกเพลินไปกลับเรื่องของเพื่อนๆผม ที่เขียนกันอยู่ ช่วงนี้ก็เลยรู้สึกดี ได้กินซุปอร่อยๆเกือบทุกวันที่เข้ามาในโลกเสมือนแห่งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีแรกกะว่าจะเขียนเรื่องไปดูคอนเสริตที่ประทับใจต่อ ทว่าผมคิดไปคิดมาแล้ว ไม่ดีกว่า เปลี่ยน”ซุป”บ้าง (แต่ยังเกี่ยวกับดนตรีนะครับ) ไม่งั้นคนอ่านคงจะเบื่อแน่ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็คล้ายจะบังเอิญ โยงกลับเรื่องที่เพื่อนผมขีดๆเขียนๆกัน ผมรู้สึกว่าเรื่องที่เพื่อนๆเขียนกัน เหมือน “กลั่นมาจากใจ” กันหลายๆเรื่อง ก็เลยนึกถึงคำพูดคมๆ ของนักประพันธ์ชื่อดัง ชาวเยอรมัน ลุกวิด แวน เบโธ่เฟ่น ที่กล่าวไว้ข้างบนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้ ผมขอ”บังอาจ” เขียนเรื่องของนักประพันธ์ท่านนี้ ที่ผม ชื่นชอบ ประทับใจ และมีอิทธิพลต่อชีวิตผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบรรดานักประพันธ์เพลงคลาสสิคเท่าที่ผมเคยได้ ”สัมผัส” ผมกล้าพูดเลยว่า ผมประทับใจ เบโธ่เฟ่น มากที่สุด รวมไปถึงความสนใจในเหตุการณ์ชีวิตของท่าน ที่มีอิทธิพลต่องานเพลงของท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่เขียนอะไรที่ลึกเกินไปแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเค๊าว่า โมสารต์ (Mozart) เป็นอัจฉริยะมาเกิด เกิดมาเพื่อแต่งเพลงแล้วก็ตายไปเลย เบโธ่เฟ่นก็คงเป็นอัจฉริยะด้วย แต่เป็นอัจฉริยะ ที่เป็น”คน” และเป็นคนที่น่าสงสารด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบโธ่เฟ่น เหมือนเด็กเก็บกด ตอนเด็กๆ โดนพ่อจอมโหด บังคับซ้อมเปียโน ตลอดเวลา พร้อมทั้งเป็นที่ระบายอารมณ์ของพ่อ คือพ่ออยากจะให้เบโธ่เฟ่นดังแบบโมสารต์ แต่ก็ไม่ได้เป็นสักที (โมสารต์ดังตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ขวบ) ว่ากันว่า เบโธ่เฟ่นโดนตบบ้องหูเป็นประจำ จนเป็นสาเหตุทำให้ เบโธ่เฟ่น หูหนวกในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 248px; height: 288px;" src="http://photos1.blogger.com/img/170/6504/640/Beethoven2.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้นไม่แปลกใจเลย ที่ทำไมเบโธ่เฟ่นถึงทำตัวนอกคอกตลอกเวลา จนเป็นที่ไม่ชอบใจของหลายๆคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจารย์ของเบโธ่เฟ่น ไฮเด้น (Haydn) ซึ่งก็เป็นนักประพันธ์ชื่อดังเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความรู้สึกของผม เบโธ่เฟ่น ก็เหมือนเด็กที่ชอบคิดและทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน แผงๆ แต่ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร ไม่เหมือนเด็กแถวๆสยามสแควร์ ที่รับวัฒนธรรมมาจากโลกตะวันตกที่ไม่ดูสภาพอากาศบ้านเราเลย แต่งตัวใส่เสื้อผ้าแบบพ่อแม่รับไม่ได้ ทำผมแปลก ยอมผมสีประหลาด อะไรทำนองนั้นเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลงานเพลงของ เบโธ่เฟ่น ตอนเด็กๆไม่เป็นที่ถูกใจอาจารย์เอาซะเลย แต่เบโธ่เฟ่นก็ยังยืนกรานในงานที่ทำไป ว่านี่แหละดีแล้ว เช่น เพลงสตริงคอวเต็ท (String Quartet) สมัยก่อนจะแต่งกันแค่ 3 ท่อน แต่เบโธ่เฟ่นจะแต่ง 4 ท่อน (ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน) อีกอันนึง คือปกติของเพลงคลาสสิค จังหวะท่อนแรกของเพลงจะต้องเร็วกำลังดี แต่ท่านก็แต่งช้าซะอย่างงั้น บางเพลงก็ใส่อารมณ์เข้าไปด้วย (สมัยนั้นไม่มีใครทำกัน) อะไรแบบนั้น (จริงๆมีอีกหลายๆอย่าง ทว่าผมลืมไปบ้างแล้ว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกระทำแบบนี้ของเบโธ่เฟ่น ผมว่าดีอย่างนึงและผมชอบมาก คือเหมือนกับเล่นรักบี้ คือ “หนักในเกมส์” ไม่เล่นนอกเกมส์ ผมเชื่อว่าถ้าทุกคน ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์มากน้อยเพียงใดก็ตาม ถ้าเล่นหนักในเกมส์เหมือนกับเบโธ่เฟ่นแล้ว โลกเราน่าจะมีอะไรใหม่ๆให้เห็นอีกเยอะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบโธ่เฟ่นเป็นคนที่หน้าตาไม่ดีเอาซะเลย ถึงขั้นขี้ริ้วขี้เหล่ทีเดียว แต่ก็นักรักตัวยงเหมือนกันครับ ผมคิดว่าท่าทางจะขี้อายด้วยนะครับ แต่งเพลงให้สาว (ที่อยู่ในใจ) เป็นประจำ อย่างเพลง มูนไลท์โซนาต้า (Moonlight Sonata) หรือ ปาทีที้กโซนาต้า (Pathetique Sonata) ซึ่งเพลงนี้ว่ากันว่าเป็นเพลงโรแมนติกเพลงแรกของเบโธ่เฟ่น ต้องเข้าใจอย่างนึงว่าเพลงรักๆในแบบฉบับของเบโธ่เฟ่น ไม่ได้สดใสไปด้วยความรักนะครับ เพลงจะเศร้าๆทั้งนั้น เหมือนจิตนาการอยู่กับตัวเองถึงผู้หญิงคนรัก แต่ก็เป็นคนที่ยืนอยู่บนความจริง ความจริงที่ว่า ไม่ได้อยู่ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เพลงที่ออกมาจะผสมความโกรธคลั่งแค้นในโชคชะตาไว้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบนะครับ เพราะมันคือความจริง (หรือผมแห้วบ่อยด้วยก็ไม่รู้) สิ่งต่างๆที่ไม่สมบูรณ์พรั่งพร้อมของเบโธ่เฟ่น เบโธ่เฟ่นนำมาทำ แบบ “หนักในเกมส์”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และช่วงที่หนักใจที่สุดของเบโธ่เฟ่นก็มาถึง คือช่วงที่หูตัวเองเริ่มหนวก เริ่มไม่ได้ยิน ถ้าจำไม่ผิด เป็นตั้งแต่ยังหนุ่มๆอยู่เลย ผมเคยลองคิดจินตนาการเล่นๆดู ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ทรมานมากๆ ลองคิดดูสิครับ คุณเป็นนักแต่งเพลง แต่คุณไม่ได้ยินเสียงเพลงที่คุณแต่ง ซึ่งคุณคิดว่ามันไพเราะมากๆ เล่ากันว่าเบโธ่เฟ่นต้อง เอาหูแนบเปียโน เพื่อที่จะให้ได้ยิน เสียงเปียโนที่เล่น ยิ่งไปกว่านั้น ครั้นหูเริ่มไม่ได้ยินมากขึ้นเรื่อยๆ เบโธ่เฟ่นก็เลื่อยขาเปียโนออก เพื่อที่จะได้ยินความสั่นสะเทือนของเสียง ลงสู่พื้นได้เร็วที่สุด และสะเทือนมาถึงตัวเองให้รับความรู้สึกของเสียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงตรงนี้แล้ว รู้สึกเศร้าใจแทนนักประพันธ์ผู้อาภัพของผมจริงๆ คิดไม่ถูกเลยว่าเบโธ่เฟ่นจะร้องไห้ทุกข์ทรมานเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปกี่ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่บอกว่าหนักใจที่สุดของเบโธ่เฟ่น ก็เพราะ ตามที่ผมรู้มา พอช่วงผลงานลำดับที่ 50 เบโธ่เฟ่นหยุดแต่งเพลงไป 1 ปี สาเหตุตามที่เค๊าวิเคราะห์กัน คือว่า เบโธ่เฟ่นคิดจะฆ่าตัว ซึ่งผมเองก็ไม่แปลกใจกับการวิเคราะห์แบบนี้ ผมเคยคิดเล่นๆเหมือนกันว่า ถ้าเป็นตัวผมเอง ผมจะทำอย่างไรต่อไปดี ...แต่ดีที่ไม่ใช่ผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมชอบฉากนึง ในหนังเรื่อง Immortal Beloved ที่ดำเนินเนื้อเรื่องเกี่ยวกับชีวิตรักของเบโธ่เฟ่น ฉากนั้นคือตอนที่เบโธ่เฟ่นเล่นเดี่ยวเปียโนกับวง บทเพลง เปียโนคอนแชร์โต้ หมายเลข 5 (Piano Concerto No.5 หรือ Emperor Concerto) ซึ่งทั้งเล่นเปียโนเองและกำกับวงด้วย ตอนแรกก็ไม่มีอะไรเบโธ่เฟ่นก็เล่นไป วงก็เล่นตาม สักพักวงก็เล่นไม่เข้ากันกับเปียโน นักดนตรีในวงส่ายหน้า เบโธ่เฟ่นก็หน้าแตก บอกให้วงเริ่มเล่นใหม่ การเริ่มเล่นใหม่คราวนี้ เสียงในฟิลม์ที่มีอยู่เดิม ค่อยๆเงียบหายไป สุดท้ายกลายเป็นเสียงเต้นของหัวใจเบโธ่เฟ่นแทน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 248px; height: 315px;" src="http://photos1.blogger.com/img/170/6504/640/bee5.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเห็นภาพอันทรมานทางจิตใจ อย่างชัดเจน ของนักประพันธ์ท่านนี้เลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่เบโธ่เฟ่นใช้เวลาคิดอยู่ 1 ปีสำหรับเรื่องนี้ ผมลัพธ์ก็เป็นอย่างที่รู้ๆกันคือ”ไม่” ซึ่งเป็นคำถามให้ผมครุ่นคิดต่ออีกว่า เพราะด้วยเหตุผลอะไรที่เบโธ่เฟ่น ถึงเลิกคิดฆ่าตัวตายได้ ผมว่าเหตุผลนั้นต้องดีมากๆแน่ๆ หรือไม่ก็ง่ายดายจนคิดไม่ถึง แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม การกลับมาของเบโธ่เฟ่นครั้งใหม่นี้ เปลี่ยนไปเป็นคนละคน “หนักในเกมส์” ยิ่งกว่าเดิม ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลย ผลงานหลังจาก 1 ปีที่หายไป เป็นผลงานที่นอกเหนือจิตนาการที่นักประพันธ์สมัยเดียวกันนั้นจะคิดได้ ทั้งยังให้คนในสมัยนี้เก็บมาคิดด้วยว่า เบโธ่เฟ่นคิดได้อย่างไง บางเพลงไม่เป็นที่ยอมรับกันในสมัยที่เบโธ่เฟ่นยังมีชีวิตอยู่ แต่หลังจากที่ตายไปแล้วเพลงนั้นก็กลับมาดังแบบถาวรจนถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอนดักเตอร์ และนักเปียโนชื่อก้องโลกอย่าง แดเนียล บาเรนบวม (Daniel Barenboim) กล่างถึงเบโธ่เฟ่นว่า “We must remember that the great composer like Beethoven were always far ahead of his time, in the way they imagined his music”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และคอนดักเตอร์ คนดังอย่าง เซอร์ โรเจอร์ นอริงตันท์ (Sir Roger Norrington) พูดไว้ว่า “His (Beethoven) feet were in the 18th century, even if his head was in the stars. … He almost seems to anticipate the breakdown of western music 100 years later”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายๆคนอาจจะงงว่า เป็นไปได้อย่างไง ตามความคิดของผมแล้วนะครับ เพลงก็ยังเป็นเพลง แต่สิ่งที่อยู่ในเพลงมันลึกไปกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ได้ยินเฉยๆ แต่มันมีอะไรมากกว่าที่ได้ยิน เวลาที่ผมตั้งใจฟังเพลงเบโธ่เฟ่น ในแต่ละช่วงความรู้สึกของชีวิตผม ผมไม่รู้สึกแบบเดียวกันกับที่เคยได้ยินครั้งแรก มันมีอะไรแฝงอยู่ข้างใน และค่อยๆออกมาเรื่อยๆเมื่อผมโตมากขึ้น ตามลำดับของชีวิต ให้ผมเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับ “ชีวิต” ซึ่งผมรู้สึกโชคดีที่รู้สึกแบบนั้น และนี้หละมั้งครับ เป็นมนต์เส่นห์ทำให้ผมหลงใหล “อย่างโงหัวไม่ขึ้น” เกี่ยวกับเพลงคลาสสิค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักไวโอลินอัจฉริยะ เซอร์ ยีฮูดี้ มินนูฮิน (Sir Yehudi Munuhin) เคยพูดเกี่ยวกับเพลงเบโธ่เฟ่นเพลงนึง ซึ่งคือเพลง ไวโอลินโซนาต้า หมายเลย 10 (Violin Sonata No.10) ผลงานลำดับที่ 96 ไว้ว่า “The first twelve bars of the second movement is very human”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่รู้ว่าจะรู้สึกแบบเดียวกับท่านเซอร์ ยีฮูดี้ มินนูฮิน หรือเปล่า แต่ผมพอจะรู้สึกถึงความเข้าใจในชีวิตของเบโธ่เฟ่นได้บ้าง ผมขอนอกเรื่องนิดนึง พอพูดถึง เซอร์ ยีฮูดี้ มินนูฮิน แล้ว (ตอนหลังท่านได้เป็น Lord) หลายๆท่านที่รู้จักผม จะเห็นผมชอบอ้างถึงนักไวโอลินคนนี้จังเลย มินนูฮิน เป็นอัจฉริยะเหมือนกัน มีเรื่องเล่ากันว่า (เรื่องจริง) ครั้งนึง อัลเบริต์ ไอสไตน์ (Albert Einstein) เคยไปนั่งฟัง เด็กชาย ยีฮูดี้ มินนูฮิน ตอนอายุ 13 ขวบ เล่นเพลง ไวโอลินคอนแชร์โต้ (Violin Concerto) ของเบโธ่เฟ่น คอนดักเตอร์โดย บลูโน่ วอลเตอร์ (Bruno Walter) กับวง เบอร์ลิน ฟิวฮาโมนิค (Berlin Philharmonic) หลังจากคอนเสริตจบ ไอสไตน์พูดว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมเชื่อแล้วว่า เสียงจากพระเจ้ามีจริง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้จะบรรยายย่อหน้าข้างบนอย่างไรดีเลยครับ ท่านผู้เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกอันนี้ ลองเก็บไปคิดดูหละกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 219px; height: 285px;" src="http://photos1.blogger.com/img/170/6504/640/beethoven1.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลงานหลังจากที่เบโธ่เฟ่นหูหนวก เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมากๆครับ อาทิเช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบโธ่เฟ่นชอบอยู่กับธรรมชาติครับ เบโธ่เฟ่นจะมีบ้านอยู่บ้านนอกชานกรุงเวียนนา ชอบไปพักในฤดูร้อน ชอบเดินไปใน ป่าดง พงไพร ทุ่งหญ้า กลับมาอีกทีตอนเย็น เป็นอย่างงี้ทั้งฤดูร้อน คนที่เห็น ก็คงหาว่าบ้ากระมั้งครับ เพราะเอาไม้เท้าโบกไปมาอยู่ในทุ่งโน้น หรืออะไรทำนองนั้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาเป็นบทเพลงอันนี้ที่แต่งเกี่ยวกับธรรมชาติที่ชื่อ ซิมโฟนี หมายเลข 6 หรือ พาสโทรอลซิมโฟนี (Symphony No.6 หรือ Pastoral Symphony) ซึ่งผมว่าเรียนแบบธรรมชาติได้เหมือนจริงๆ เพื่อนผมที่ผมพาไปฟังคอนเสริตเพลงนี้ที่ ซิมโฟนีฮอล (Symphony Hall) ในเมือง เบอร์มิ่งแฮม (Birmingham) ยังต้องสะดุ้งตื่นจากการหลับสบายๆ เพราะเสียงฟ้าผ่าจากบทเพลง พาสโทรอลซิมโฟนี ของเบโธ่เฟ่นอันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกอันนึง ธรรมดาบทเพลง ดอนแชร์โต้ (Concerto) คือการนำเอาเครื่องดนตรี 1 หรือ 2 ชิ้น มาเดียวเล่นกับวงออเครสต้า แต่เบโธ่เฟ่นแต่งแบบใช้เครื่องดนตรี 3 เครื่องมาเล่นแบบ ทรีโอ (Trio) กับวง ถึงแม้ว่าสมัยโบราณจะมีหลายๆคนทำมาแล้วก็ตาม อย่างเช่น บ๊าค (Bach) และ โมสารต์ (Mozart) แต่ก็ไม่เด่นเท่าที่เบโธ่เฟ่นแต่งไว้อยู่ดี เพลงที่ว่าคือ ทริปเปินคอนแชร์โต้ (Triple Concerto)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และที่สุดของที่สุดอย่าง ซิมโฟนี หมายเลข 9 หรือ คลอรอลซิมโฟนี (Symphony No.9 หรือ Choral Symphony) ที่ใส่การร้องเพลงเข้าไปในท่อนสุดท้าย จากการที่เบโธ่เฟ่นประทับใจคำร้องของ เชอร์ชิล (Schiller) ที่กลายเป็นท่อนฮุกติดปากของใครหลายคน ที่รู้จักกันในเพลงประกอบโฆษณาของเบียร์มิดไวด้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นแค่ตัวอย่างของการที่เรียกว่า “หนักในเกมส์” ของเบโธ่เฟ่น ยังไม่รวมไปถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกเยอะแยะมากมายสำหรับที่มาที่ไปของเพลงแต่ละเพลง ความรู้สึกของผมคือ หลังจากที่หูหนวกแล้ว เบโธ่เฟ่นไม่ค่อยจะใส่ใจในเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนักฟังเท่าใดนัก ประหนึ่งเบโธ่เฟ่นคิดว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสีนตำลึงทอง” ในอนาคตเพลงมันต้องเป็นแบบนี้แหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี เบโธ่เฟ่นไม่ใช่คนหัวดื้อซะทีเดียว เพลงไหนที่คิดว่าไม่ดีอย่างที่นักวิจารณ์ติไว้ ก็กลับมาดู แก้ไขในสิ่งที่เห็นว่าจริง แสดงให้เห็นว่ายังเป็นคนที่มีเหตุและผลอยู่เหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งชีวิต เบโธ่เฟ่นแต่งเพลงไว้แค่ร้อยกว่าผลงานเท่านั้น ถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับ โมสารต์ ที่มีถึง 626 ชิ้น ชูว์เบิตร์ (Schubert) มากกว่า 800 ชิ้น และ บ๊าคแต่งเป็นพันชิ้น อย่างไรก็ดีครับ มันมีข้อแตกต่างครับ งานทุกชิ้นของเบโธ่เฟ่นเป็นงานที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างละเอียดจากในหัวมาแล้วทั้งสิ้น ธรรมดาเพลงนึงใช้เวลาแต่งเป็นปี เพลงที่แต่งยาวสุด สงสัยจะเป็น ซิมโฟนี หมายเลข 9 เพราะแต่งเป็น 10 ปีทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ไม่น่าแปลกใจที่ยังมีคนศีกษาชีวิตของเบโธ่เฟ่นอยู่เรื่อยๆ คอนดักเตอร์หรือนักโซโล่ ที่จะเล่นเพลงของเบโธ่เฟ่น (จริงๆแล้ว ต้องกับนักประพันธ์ทุกท่านด้วย) ต้องทำการบ้านตรงนี้มาดีทีเดียว ผมคิดว่าการเล่นเพลงของเบโธ่เฟ่นให้ถึงข้างใน ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก นักดนตรีน้อยคนนักที่ได้รับการยกย่องว่าทำได้ เพราะถ้าไม่เข้าใจเบโธ่เฟ่นแล้ว ก็คงจะเล่นไม่ไพเราะ คือ ต่อให้เล่นถูกต้องตามโน้ตที่เขียนไว้ทุกอย่าง แต่ขาดมิติของเพลง อย่างที่ผมเคยกล่าวไปเกี่ยวกับนักเปียโน มิทซูโคะ ยูชิดะ (Mitsuko Uchida) ว่าเธอเล่นเพลงเปียโนของโมสาตร์เก่งมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เธอจะ”เข้าถึง”เพลงของเบโธ่เฟ่น ได้ดีเท่าที่เธอเลยเพลงของโมสารต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังดูเหมือนจะเรื่องมาก แต่มันเป็นที่สิ่งที่ผมกับน้อง (เท่านั้น) พิจารณา เพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟังเพลงของเบโธ่เฟ่นครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี การที่ผมได้ฟังเพลงของเบโธ่เฟ่น ทำให้ผมรู้ว่า แสงสว่างยังมีอยู่เสมอ เมื่อไรก็ตาม ที่ผมรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ มาฟังเพลงของเบโธ่เฟ่นแล้ว ผมคิดว่าผมเข้าใจสิ่งต่างๆมากขึ้นครับ (พูดเหมือนโอเวอร์ แต่เป็นเช่นนั้น) และหวังว่าโตขึ้นไปเรื่อยๆ จะเข้าใจยิ่งขึ้นไปอีกครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอสไตน์เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าตายไป เสียดายแค่อย่างเดียว คือ ที่ไม่ได้ฟังเพลงของโมสารต์อีก แต่สำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกมีบุญอย่างไงก็ไม่รู้ ที่ได้เกิดมา และฟังเพลงของเบโธ่เฟ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนครับขณะที่ผมนั่งพิมพ์อยู่นี่ ผมก็กำลังฟังเพลงของเบโธ่เฟ่น คลอไปด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"If music can be explained into some words, we have no need to listen to it." - Myself&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: right;"&gt;&lt;img style="width: 228px; height: 344px;" src="http://photos1.blogger.com/img/170/6504/640/.slide_20050313-7652_Beethoven.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13476382-112010540913178362?l=apipong71.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/112010540913178362/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=13476382&amp;postID=112010540913178362' title='14 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/112010540913178362'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/112010540913178362'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/2005/06/good-soup.html' title='ซุปที่อร่อย (A Good Soup)'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>14</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382.post-111931614040424520</id><published>2005-06-21T02:06:00.000+01:00</published><updated>2005-06-21T21:47:37.843+01:00</updated><title type='text'>แบบว่า "โมสาร์ต" (Mozartian)</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://photos1.blogger.com/img/170/6504/320/Uchida1.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ครั้นจะเริ่มเขียนเข้าจริงๆ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มอย่างไงดีเหมือนกัน คิดอยู่นาน จนกระทั่งได้มีโอกาสไปชมคอนเสริตดีๆ จึงคิดได้ว่า เริ่มคอนเสริตที่ประทับใจเลยดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปฟังคอนเสริตดีๆคอนเสริตนึง ที่ผมคิดว่าเป็นสุดยอดอันนึงทีเดียว ตั้งแต่ ฮอลที่เล่น, คอนดักเตอร์, นักโซโล่, วงออเครสต้า, และเพลงที่บรรเลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไฮไลของคอนเสริตที่ผมไปชมคือ Mozart Piano Concerto No.20 คอนดักเตอร์โดย Sir Charles Mackerras เปียโนโดย Mitsuko Uchida กับวง Philharmonia Orchestra เล่นที่ Symphony Hall ใน Birmingham&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่จะดูคอนเสริตนี้มาตั้งแต่ต้นปี ใครเล่าจะไม่ตื่นเต้นบ้าง เมื่อมี Mozartian 2 คนมาเล่นเพลง Mozartให้ฟัง กับวงระดับโลกที่อัดแผ่น CD เป็นว่าเล่น และเล่นในฮอลที่ผมคิดว่าเสียงดีไม่แพ้ที่อื่นๆในโลกเลย (ฮอลนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่ จากแรงผลักดันของ Sir Simon Rattle อดีต Principle Conductor ของ City of Birmingham Symphony Orchestra) เป็นที่แน่นอน น้องผมกับผม ไม่รีรอที่เคลียร์งานที่มีอยู่ทั้งหมดให้ว่างในวันนั้น เผื่อที่จะไปดูคอนเสริตนี้ให้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องขอบคุณนโยบายของเมือง Birmingham เค๊าด้วยอย่างนึง คือ เค๊าค่อนข้างจะให้โอกาสกับนักศึกษามาก เพราะธรรมดาแล้ว การที่หาตั๋วคอนเสริตดีๆแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย และแถมแพงด้วย อย่างเช่น 3 ฮอลหลักในลอนดอน Royal Festival Hall, Royal Albert Hall, และ Barbican Hall ผมต้องจองตั๋วผ่านอินเตอร์เน็ตล่วงหน้า ตั๋วถูกสุด 6 ปอนด์ และนั่งไกลมากๆ (ไกลจริงๆ) ยิ่งจองช้าเท่าไหร ที่นั่งก็เหลือให้เลือกก็น้อยเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่ Symphony Hall ใน Birmingham ถ้าเป็นนักศึกษาแล้ว ผมไม่ต้องจองตั๋วผ่านอินเตอร์เน็ตล่วงหน้าเลย ผมเพียงแค่ไปซื้อตั๋วก่อนการแสดงหนึ่งชั่วโมง โชว์บัตรนักศึกษาให้พนักงานดู และสามารถจะเลือกที่นั่งตรงไหนก็ได้ในฮอลที่ว่าง ที่แพงสุดก็ได้ ในราคาเพียง 3 ปอนด์เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่แน่ใจว่า หลายๆคนจะเคยได้ยิน Mitsuko Uchida กับ Sir Charles Mackerras มาก่อนหรือเปล่า เพราะผมก็พึ่งมารู้จักทั้ง 2 ท่าน ตอนที่ผมมาอยู่ที่นี่เองครับ นิยสารเพลงคลาสสิคที่อังกฤษกล่าวถึงบ่อยมาก 2 ท่านนี้บ่อยมาก สำหรับ Sir Charles Mackerras ผมพอเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นที่นิยม ท่านเป็นคอนดักเตอร์ระดับโลก และเคยเป็น Principle Guest Conductor ที่ Royal Liverpool Philharmonic อยู่นาน ท่านอัด Beethoven Symphonies กับ Royal Liverpool Philharmonic ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่นิตยสาร Deutsche Grammophon วิจารณ์ว่าเล่น Beethoven Symphonies ได้ดีมากๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เท่าที่เคยอ่านผ่านตามา ทำให้รู้ว่าท่าน Sir Charles Mackerras เป็นคนที่เล่นเพลงของยุค Classical กับ ยุด Romantic ได้ดีมากๆ โดยเฉพาะเพลงของ Mozart จึงได้ชื่อว่าเป็น Mozartian คนนึงแห่งยุค อย่างไรก็ดี ผมไม่ค่อยเชื่อใครง่ายๆ เลยไปหาซื้อมาฟังกับหูตัวเองว่าจริงหรือเปล่า แผ่นที่ซื้อมาคือ Beethoven Symphony No.9 ที่เล่นกับ Royal Liverpool Philharmonic (จริงๆจะซื้อไปฝากเพื่อน แต่แอบฟังก่อน) ถึงแม้เครื่องเสียงผมจะไม่ดีอะไรมากมาย แต่ก็รู้สึกได้ว่า ท่านเล่น Beethoven Symphony No.9 ในสไตล์ของ Mozart ผมไม่ค่อยประทับใจแผ่นนี้เท่าไหร อย่างไรก็ดี ทำให้ผมพอเข้าใจว่าทำไมท่านถึงเป็น Mozartian ฉะนั้นถ้าคราวหน้า ถ้าท่านใดเห็น CD ของ Sir Charles Mackerras เล่นเพลงของ Mozart ซื้อได้เลยครับ ไม่ต้องลังเล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน Mitsuko Uchida เป็นนักเปียโนสาวชาวญี่ปุ่น โตที่ Vienna ดินแดนแห่งดนตรี นิตยสารที่อังกฤษมักจะสัมภาษณ์เธอบ่อยๆ และเอารูปเธอมาลงด้วย อย่างนึงที่ผมสักเกตเห็นคือ เธอดูเอ๋อๆ เหมือนเด็กๆ ผมไม่ได้อ่านประวัติของเธออย่างละเอียด แต่ด้วยลักษณะท่าทางของเธอที่ผมเห็นจากนิตยสารและบทสัมภาษณ์ ผมคิดว่าเธอต้องเล่นเพลงของ Mozart ได้เป็นอย่างดีและเข้าใจถึงแก่นแท้ของ Mozart ได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน ผมเคยฟัง Demo เพลง Piano Concerto No.4 ของ Beethoven ที่เธอเล่น เธอเล่นค่อนข้างเร็ว ออกจะเป็นสไตล์ Mozart ซะมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด คอนเสริตนี้ จึงเป็นคอนเสริตในความฝันผมเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับมาที่คอนเสริต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้นั่งห่างจากเวที ๕-๖ แถวได้ และได้นั่งตรงกลาง และเยื้องมาทางซ้ายนิดนึง ถึงแม้ว่าที่นั่งที่เสียงดีที่สุดจะอยู่ตรงกลางฮอลก็ตาม แต่ผมอยากเห็นท่าทางของ Sir Charles Mackerras และการแสดง ”การเข้าถึง” ของเพลงจาก Mitsuko Uchida อย่างชัดเจน รวมทั้งอยากเห็นมือที่รัวอยู่บนเปียโนด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพลงแรกที่บรรเลงคือ Adagio &amp; Fugue K546 ผมไม่เคยฟังเพลงนี้มาก่อนเลย ฟังแล้วเคลิ้ม (แสดงว่าเล่นเนียนใช้ได้) น้องผมบอกว่าเล่นดี สมกับเป็น Mozartian&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากหมด อาหารเรียกน้ำย่อยแล้ว อาหารจานหลักก็มา วง Philharmonia Orchestra มีการออการ์ไนซ์งานได้ดีทีเดียว เพราะใช้เวลาไม่นาน เปียโนยอดนิยม Steinway &amp;amp; Sons ก็มาตั้งอยู่ข้างหน้าผมแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้เห็น Mitsuko Uchida ตัวเป็นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อึดใจต่อมาผมก็ได้เห็นเธอ Mitsuko Uchida ตัวเล็กๆ ผอมมากๆ ผมคิดว่าเธอแห้งเลยหละ ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก หลังจากที่เธอปรับเก้าอี้เล็กน้อย วงก็เริ่มเล่นเลย ที่ๆผมนั่งสามารถที่จะเห็นทุกอิริยาบถของเธอได้อย่างชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธรรมดาแล้วผมจะไม่ชอบเพลงที่ Mozart ที่แต่งเป็นแบบ Minor สักเท่าไหร เพราะผมรู้สึกไม่น่าฟัง เมื่อเทียบกับเพลงที่แต่งเป็น Major แต่เพลงนี้ Piano Concerto No.20 in D Minor เป็นหนึ่งในไม่กี่เพลงที่ผมยกเว้น น้องผมบอกว่าเพลงนี้เหมือน Symphony No. 25 ของ Mozart คือตอนขึ้นต้นของเพลงจะคล้ายๆกัน Symphony No. 25 จะออกดุดัน รุนแรง แต่ Piano Concerto No.20 นี้จะเบาก่อนแล้วค่อยดัง อารมณ์เพลงก็จะคล้ายๆกัน แต่ Piano Concerto No.20 จะแสดงความเป็นผู้ใหญ่ของ Mozart ออกมาเยอะกว่า ผมจำได้ว่าเพลงนี้ก็เป็นเพลงเดียวกับที่ Kissin เล่นเปิดตัวครั้งแรกด้วย เมื่อตอนอายุ ๑๐ ขวบ ที่รัสเซีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนที่เปียโนจะเข้า Mitsuko Uchida จะนั่งกอดออกไปเรื่อยๆ จากการที่เพลงเริ่มจากเบาไปดัง เธอค่อยๆใส่อารมณ์ของเธอไปตามความดังของเสียงดนตรี จนถึงตอนที่ทั้งวงเข้า หัวเธอนี่สั่นเลย ไม่ใช่แค่ผงกหัวธรรมดาเหมือนนักเปียโนคนอื่นที่ผมเคยเห็นทั่วไป น้องผมบอกว่าเหมือน ”เจ้าเข้า” อย่างไงอย่างงั้น สักพักมือเธอเริ่มไม่อยู่กับที่ มือเริ่มเปลี่ยนมาจับเก้าอี้บ้าง นิ้วเริ่มกระดิก หงายมือว่ายไปมา ตัวเริ่มเอี้ยวไปมาตามจังหวะเพลง จนต้องเอามือรวบผม เพื่อเรียกสติกลับคืน แล้วกลับมานั่งกอดอกเหมือนเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมลืมบอกไปอย่าง เธอปล่อยผมตามธรรมชาติ ผมของเธอจะค่อนข้างยุ่ง ไม่รู้ว่าเลียนแบบ Beethoven หรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเห็นลักษณะท่าทางเธอแบบนั้นแล้ว ทำให้ผมนึกถึง Vladimir Horowitz ผมเคยดู DVD แผ่นที่ Horowitz ซ้อม Piano Concerto No.23 กับ Carlo Maria Giulini ผมดูแล้วรู้สึกว่า Horowitz เหมือนเด็กมากๆ เพราะจะยกมือตามจังหวะของเพลง บางครั้งก็เหมือนจะเป็น Conductor ซะเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแสดงอารมณ์อย่างเต็มที่ของทั้ง 2 นักเปียโนนี้ ผมว่าดีนะครับ เพราะนักโซโล่สามารถที่จะแสดง “การเข้าถึง” ดนตรีได้อย่างเต็มที่ เสรี คิดอย่างไง ก็ใส่ให้มันเต็มที่อย่างงั้น ยิ่งเป็นคนที่เข้าถึงเพลงแบบนี้ด้วยแล้ว เพลงก็ยิ่งมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้า Conductor ให้ความเป็นอิสระด้วยแล้ว ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ไม่ได้ตีกรอบให้นักโซโล่มากเกินไป ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้ Sir Charles Mackerras ทำได้ดีด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใกล้ถึงช่วงที่เปียโนจะเข้ามากเท่าไหร ผมยิ่งขนลุกมากเท่านั้น ตื่นเต้นมากๆ ถึงแม้ผมจะเคยฟังเพลงมาหลายสิบรอบแล้วก็ตาม ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ดี เธอเล่นได้ดีมาก เปียโนเล่นได้สอดคล้องกับวงได้อย่างดีมาก ช่วงไล่ Scale ไปมาในแต่ละช่วงเพลง จะมีเสียงสูดหายใจแรงๆของเธอเป็นจังหวะๆ ซึ่งก็แปลกดี แต่รู้สึกได้เลยว่าเธอใส่ใจในทุกตัวโน๊ตที่เล่นไป ท่าทางการเล่น เหมือนเต้นรำอยู่หน้าเปียโน หน้าของเธอโดยเฉพาะปาก สามารถบอกอารมณ์ที่กำลังอินอยู่ได้เป็นอย่างดีทีเดียว เธอใช้ Cadenza ที่แต่งโดย Beethoven แน่นอนเธอเล่นได้ดีมากๆด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนแรกผมคิดว่าเธอต้องเล่นเร็วแน่เลย อย่างที่บอกไป เธอเล่น Beethoven Piano Concerto No.4 เร็วมาก ซึ่งการที่เล่นเร็วเกิน อาจจะทำให้เสียอรรถรส แต่เพลง Mozart Piano Concerto No.20 ที่เล่นในวันนั้น จังหวะที่เธอเล่นกำลังดี ไม่ช้าหรือเร็วกว่าที่ผมคาดการไว้ ทำให้ผมรู้สึกอิ่มเอิบไปกับเพลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องด้วยเพลงนี้เป็นเพลงในคอร์ด Minor หน้าเธอจึงค่อนข้างจะเครียสมากกว่ายิ้ม แต่ในท่อนที่สอง ช่วงแรกกับท้ายของท่อนของเพลง จะออกเป็น Major ซึ่งผมสามารถจะเห็นเธอยิ้มแบบเด็กๆได้ และมีความสุขไปพร้อมกับมือที่รัวไปบนเปียโน ผมสามารถจินตนาการ เห็นภาพคราวๆของ Mozart ตอนเล่นเปียโนได้เลย ตอนกลางๆเพลงที่เป็น Minor หน้าเธอเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนจบท่อนสอง เธอค่อยๆยกมือออกขึ้นอย่างช้าๆ แต่ไม่ทันจะถอนหายใจหมด เธอก็กระแทกมือลงบนเปียโนเพื่อเข้าท่อน ๓ เลย อย่างซะใจ ก็เป็นที่น่าตกใจเหมือนกัน เพราะเสียงไอจากคนดูยังไม่จางหายเลย ท่อนที่สามนี่ เธอดูเหมือนกำลังเต้นอยู่ตลอดเวลา บางช่วงเหมือนจะกระโดดด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมีแผ่น Murray Perahia เล่นเพลงนี้เช่นกัน ซึ่งเป็นแผ่นที่ Deutsche Grammophon ให้ 3 ดาว นั่นหมายถึงว่าเล่นดีมากๆ จากการที่ผมได้ฟัง Mitsuko Uchida เล่น ผมไม่รู้สึกแตกต่างของ 2 นักเปียโนนี้เลย ความรู้สึกที่ได้รับนั้นเหมือนกัน อย่างไรก็ดี ต้องยกเครดิตให้ Murray Perahia หน่อย เพราะทั้งเล่นเปียโนเองและกำกับวงเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแล้วเพลงก็จบลง แน่นอนเสียงตรบมือดังมาก Sir Charles Mackerras และ Mitsuko Uchida เดินเข้าออกหลายรอบแต่น่าเสียดายที่ไม่มีเพลงแถมจากเธอ นี่เป็นความสุขอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้มาฟังดนตรีสด ผมกับน้องประทับใจมากๆ เสียงสดๆ, เสียงที่ได้ยินมากกว่าใน CD, ท่าทางการแสดงของนักดนตรี, และ บรรยากาศสดๆ ผมว่าสิ่งเหล่านี้หาไม่ได้ตาม CD ทั่วไป ถึงแม้จะมี DVD ที่มีทั้งภาพและเสียงออกมาก็ตามเถอะ ความรับรู้ของบรรยากาศจริงๆ ก็ย่อมต่างกันอยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;img src="http://photos1.blogger.com/img/170/6504/320/PICT1261.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ไม่เสียดายเงิน 3 ปอนด์เลย แพงกว่านี้ 10 เท่าก็ยังว่าคุ้มเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายการหลังเป็น Elgar Symphony No.2 น้องผมกับผมเห็นพ้องต้องกันว่า กลับดีกว่า ให้ความรู้สึกดีๆที่ประทับใจในบทเพลงของ Mozart ติดไปดีกว่า อีกเหตุผลนึงคือ พวกผมยังไม่เคยฟัง Elgar Symphony No.2 ด้วย ฟังไปก็คงไม่เข้าใจ อดอัดเปล่าๆ เพราะเพลงนี้เล่นตั้ง 50 กว่านาที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าได้มาดูคอนเสริตที่อังกฤษ ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ที่จะเห็นรายการคอนเสริต มีเพลงของ Sir Edward Elgar กับ Vaughan Williams บ่อย เพราะผมคิดว่าคนที่นี่เป็นพวกชาตินิยม ก็อย่างว่าแหละ บ้านเราเมืองเรา มีของดี ก็อยากจะโชว์เป็นธรรมดา ขนาดด้านหลังแบงค์ 20 ปอนด์ของที่นี่ยังเป็นรปู Sir Edward Elgar เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขากลับ ผมและน้องนั่งรถไฟกลับบ้าน พร้อมทั้งฮัมเพลง Mozart Piano Concerto No.20 อย่างมีความสุขตลอดทาง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13476382-111931614040424520?l=apipong71.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/111931614040424520/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=13476382&amp;postID=111931614040424520' title='11 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/111931614040424520'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/111931614040424520'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/2005/06/mozartian.html' title='แบบว่า &quot;โมสาร์ต&quot; (Mozartian)'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>11</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382.post-111842206347285855</id><published>2005-06-10T17:45:00.000+01:00</published><updated>2005-06-12T16:21:45.050+01:00</updated><title type='text'>บทโหมโรง (Overture)</title><content type='html'>&lt;p&gt;ผมรู้สึกเห็นด้วยทันที ที่อยากจะมี Blog เป็นของตัวเอง หลังจากเพื่อนที่แสนดี ผู้อยู่ห่างไกลจากผมกว่าครึ่งโลก ได้แนะนำและเร่งเร้าให้ผมเขียนอะไรสักอย่างใน ”โลกแบน” แห่งนี้&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ผมก็บอกไปด้วยความซื่อว่า ไม่รู้จะเขียนอะไรดี เพราะไม่ใช่คนเขียนเก่ง และไม่ชอบพิมพ์อะไรยาวๆโดยที่ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็น ไดอารี่ประจำวัน เรื่องต่างๆที่ได้ไปประสพพบเจอ หรืออะไรทำนองนั้น อย่างไรก็ดี แต่ก็ยังคงความสนใจที่จะเขียนอยู่&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผมจำเรื่องๆหนึ่ง ที่เพื่อนผมคนนี้เคยเขียนไว้ใน manager.co.th ได้ เกี่ยวกับเรื่อง &lt;a href="http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9480000047470"&gt;“นิช” (Niche)&lt;/a&gt; ทันทีที่คิดได้ ในหัวผมก็เกิดประกายขึ้นมาว่า ถ้าอย่างงั้นแล้ว เราก็น่าจะเขียนเรื่องที่เราสนใจ อย่างที่เรียกว่า “แบบโงหัวไม่ขึ้น” มาลงไว้ใน Blog แห่งนี้ เพื่อนำ ความรู้ (Knowledge), ประสบการณ์ (Experience), และ การรู้โดยความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองในใจ (Intuition) ที่ผมสั่งสมมาตั้งแต่วัยรุ่นตอนต้น มาให้คนที่ผ่านไปมาใน ”โลกแบน” แห่งนี้ หรือคนที่เป็น “นิช” ประเภทเดียวกัน ได้เข้ามา อ่าน แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน และโอนถ่ายความรู้ ระหว่างกัน ซึ่งกระบวนการนี้จะเข้ากับคอนเซ็บต์ของ Blog อย่างแท้จริง (Write + Review + Share + Question = Blog)&lt;br /&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เรื่องที่ผมสนใจอย่างมากๆ คือเรื่อง “ดนตรีคลาสสิค” ...หลายคนอาจจะมองว่าแก่ หัวโบราณ น่าเบื่อ แต่ในความคิดผมแล้ว ตรงกันข้ามกับสิ่งที่กล่าวไปทั้งหมด เพราะมันเป็นสุดยอดของศิลปะที่ผมได้เคยสัมผัส&lt;br /&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;Blog อันนี้ ไม่ใช่ Blog เชิงวิชาการ แต่ Blog อันนี้ เป็นกระจกสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในของเด็กคนหนึ่ง ต่อสิ่งที่เค๊าประทับใจมากๆ เท่านั้น ฉะนั้นสิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปจากนี้ ผมอาจจะไม่ได้ทำการบ้าน(หาข้อมลู)มาเพียงพอ แต่ผมจะนำข้อมลูเท่าที่ผมมีอยู่ มาบวกกับ “ประสบการณ์” และ “การรู้โดยความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองในใจ” มาถ่ายทอดลงใน Blog แห่งนี้ เพราะถ้าผมเพียงนำข้อมลูธรรมดาที่หาอ่านได้ทั่วไปได้มาลงใน Blog เฉยๆแล้ว ผมคงแค่บอกชื่อหนังสือ ให้ท่านที่สนใจไปหาอ่านกัน ก็น่าจะดีกว่าที่ต้องมาเสียเวลานั่งพิมพ์เป็นไหนๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผมไม่ได้เป็นนักดนตรี แค่เคยเล่นสมัยตอนอยู่โรงเรียนประจำ แต่ผมเป็น "นักฟังดนตรี" โดยสัญชาตญาณ อย่างไรก็ดี ก็ต้องออกตัวก่อนว่า ผมยังเป็นนักฟังมือสมัครเล่นนะครับ ยังมีอีกร้อยแปดพันเรื่องของดนตรีคลาสสิค ที่ี่ผมต้องแสวงหาต่อไป และแน่นอนครับ ทุกความคิดเห็น และทุกคำชี้แนะ นั้นมีคุณค่าต่อผมมาก ผมขอขอบคุณล่วงหน้าด้วยครับ&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"If music can be explained into some words, we have no need to listen to it." - Myself&lt;/p&gt;&lt;p&gt;๕๕๕&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ปล. ที่สำคัญ ขอบใจ มึง กระท่อก&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13476382-111842206347285855?l=apipong71.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/111842206347285855/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=13476382&amp;postID=111842206347285855' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/111842206347285855'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/111842206347285855'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/2005/06/overture_10.html' title='บทโหมโรง (Overture)'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13476382.post-111811347626675582</id><published>2005-06-07T04:03:00.000+01:00</published><updated>2005-06-07T12:23:07.206+01:00</updated><title type='text'>Unforgetable Quotes</title><content type='html'>&lt;span style="font-style: italic;" class="body"&gt;"Music is a higher revelation than all wisdom and  philosophy. Moreover, &lt;/span&gt;&lt;span class="body"&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;music is mediator between spiritual and sensual life."&lt;/span&gt; - Ludwig Van Beethoven (1770 - 1827)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;"People make a mistake who think my art has come easily to me. Nobody has devoted so much time and thought to composition as I. There is not a famous master whose music I have not studied over and over." &lt;/span&gt;Wolfgang Amadeus Mozart (1756-1791)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;"If a composer could say what he had to say in words, he would not bother trying to say it in music."&lt;/span&gt; - Gustav Mahler (1860 - 1911)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13476382-111811347626675582?l=apipong71.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://apipong71.blogspot.com/feeds/111811347626675582/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=13476382&amp;postID=111811347626675582' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/111811347626675582'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13476382/posts/default/111811347626675582'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://apipong71.blogspot.com/2005/06/unforgetable-quotes.html' title='Unforgetable Quotes'/><author><name>Chu Huey</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09006192756749479380</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry></feed>
